บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนสิงหาคม 2561)
ข้อมูลเดือนมิถุนายน 2561 จากตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน จะเห็นว่าดัชนีราคาผู้บริโภคมีค่าลดลง เพราะราคาน้ำมันเริ่มมีทิศทางปรับตัวลดลง ในขณะที่ราคาสินค้าจำพวกอาหารสดก็ยังมีราคาทรงตัวไม่ต่างจากเดือนที่แล้วเท่าไรนัก ส่งผลทำให้ราคามีการปรับตัวลดลงมา ส่วนภาคการผลิตมีการปรับตัวน้อยลง เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ได้เร่งการผลิตสินค้าออกมา และจากภาวะเศรษฐกิจค่อยๆ มีการฟื้นตัว จึงทำให้ในเดือนนี้มีการผลิตสินค้าออกมาได้ลดลง ในขณะเดียวกันดุลการค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นและยังมีทิศทางที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการนำเข้ายังมีการปรับเพิ่มขึ้นไปไม่ได้มาก จึงทำให้ไม่น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตามภาวะการเงินยังทรงตัวไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง โดยปริมาณเงินฝากและเงินให้สินเชื่อมีค่าลดลง เนื่องจากธนาคารไม่มีแคมเปญเงินฝากใหม่ออกมา ทำให้ประชาชนไม่มีการนำเงินมาฝากเท่าไรนัก ส่งผลให้ประชาชนมีการออมเงินน้อยลง ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากธนาคารไม่ได้เร่งการปล่อยสินเชื่อออกมาหลังจากที่ช่วงก่อนหน้าได้มีการปล่อยสินเชื่อออกไปบ้างแล้ว จึงทำให้มีการปล่อยสินเชื่อปรับตัว
ตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน
|
รายละเอียด |
มีนาคม 61 |
เมษายน 61 |
พฤษภาคม 61 |
มิถุนายน 61 |
| ดัชนีราคาผู้บริโภค |
101.12 |
101.57 |
102.14 |
102.05 |
| ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม |
127.56 |
99.86 |
117.49 |
115.23 |
| อัตราการใช้กำลังการผลิต |
76.30 |
60.94 |
69.82 |
69.04 |
| ดุลการค้า |
3,015.11 |
234.38 |
2,694.70 |
2,875.21 |
| ดุลบัญชีเดินสะพัด |
5,031.16 |
1,363.59 |
958.49 |
4,083.52 |
| เงินฝาก |
13,442.59 |
13,534.80 |
13,521.19 |
n.a. |
| เงินให้สินเชื่อ |
15,189.41 |
15,300.31 |
15,277.50 |
n.a. |
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
หมายเหตุ: ดัชนีราคาผู้บริโภค มีปีฐานคือ 2558 เงินฝาก/เงินให้สินเชื่อ มีหน่วยเป็น พันล้านบาท
อัตราการใช้กำลังการผลิต มีหน่วยเป็น ร้อยละ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม มีปีฐานคือ 2554
ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด มีหน่วยเป็น ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
ภาวะอสังหาริมทรัพย์ เดือนมิถุนายน 2561
• ด้านอุปทาน
- ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ มิ.ย. 60 กับ 61 มีรายละเอียดดังนี้
|
ปี |
จำนวน(ยูนิต) |
การเติบโต(%) |
|
ณ มิ.ย. 60 |
52,737 |
-16.09% |
|
ณ มิ.ย. 61 |
59,209 |
12.27% |
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
- ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการจดทะเบียน ณ มิ.ย. 61 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้
|
ประเภท |
จำนวน(ยูนิต) |
สัดส่วน(%) |
|
อาคารชุด |
31,495 |
53.19 |
|
บ้านเดี่ยว |
16,270 |
27.48 |
|
ทาวน์เฮ้าส์ |
8,769 |
14.81 |
|
อาคารพาณิชย์ |
2,024 |
3.42 |
|
บ้านแฝด |
651 |
1.10 |
|
รวม |
59,209 |
100.00 |
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
• ด้านอุปสงค์
-การโอนกรรมสิทธิ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ มิ.ย. 60 กับ 61 มีรายละเอียดดังนี้
|
ปี |
จำนวน(ยูนิต) |
การเติบโต(%) |
|
ณ มิ.ย. 60 |
69,172 |
-31.58% |
|
ณ มิ.ย. 61 |
91,966 |
32.95% |
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
-ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ มิ.ย. 61 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้
|
ประเภท |
จำนวน(ยูนิต) |
สัดส่วน(%) |
|
อาคารชุด |
44,759 |
48.67 |
|
ทาวน์เฮ้าส์ |
26,343 |
28.64 |
|
บ้านเดี่ยว |
12,901 |
14.03 |
|
อาคารพาณิชย์ |
4,633 |
5.04 |
|
บ้านแฝด |
3,330 |
3.62 |
|
รวม |
91,966 |
100.00 |
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
- อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปลอยตัวเฉลี่ยของ 6 ธนาคารใหญ่ มีรายละเอียดดังนี้
|
ปี 61 |
อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย |
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. |
|
มกราคม-มีนาคม |
6.31 |
1.50 |
|
เมษายน |
6.35 |
1.50 |
|
พฤษภาคม-มิถุนายน |
6.27 |
1.50 |
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
หมายเหตุ: 6 ธนาคาร ประกอบ ธ.อาคารสงเคราะห์, ธ.กสิกรไทย, ธ.กรุงเทพ,
ธ.กรุงศรีอยุธยา, ธ.กรุงไทย และ ธ.ไทยพาณิชย์
สรุปภาพภาวะอสังหาริมทรัพย์เดือนมิถุนายน 2561
ภาพรวมของอุปทานมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐเร่งการลงทุนในโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจและพัฒนาโครงการออกมามากขึ้น ทำให้อุปทานในตลาดมีการปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ทางด้านอุปสงค์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 32.95% เพราะสถาบันการเงินยังมีการปล่อยสินเชื่อตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังมีความระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหนี้ด้อยคุณภาพตามมา รวมไปถึงผู้บริโภคมีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดยังมียอดการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด รองลงมาคือ ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยทรงตัวที่ 6.27% โดยที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่เปลี่ยนแปลงมีค่าอยู่ที่ 1.50%
วิเคราะห์แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกที่อาจจะนำไปสู่วิกฤติ*
ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกมีในขณะนี้พบว่า 3 เรื่อง คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในยุโรป และเริ่มมีการพูดถึงว่าเศรษฐกิจโลกจะเกิดวิกฤติขึ้นอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งความเห็นนี้แตกต่างจากนักวิเคราะห์ในตลาดการเงินส่วนใหญ่ที่มองว่าความเสี่ยงที่มีอยู่น่าจะเพียงทำให้เศรษฐกิจชะลอลง แต่ไม่ถึงกับเกิดเป็นวิกฤติ แต่ในความเป็นไปได้เศรษฐกิจโลกอาจจะเกิดวิกฤตินั้นเป็นข้อสังเกตที่ประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีความอ่อนแอหลายอย่างที่อาจผลักดันตัวเองเข้าไปในสถานการณ์นั้นได้ โดยเฉพาะถ้าการทำนโยบายประมาทและไม่ระมัดระวัง
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 2 ครั้ง คือ วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 1997/98 และวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ปี 2008/09 ซึ่งเกิดห่างกันเพียง 10 ปี โดยแต่ละครั้งจะสร้างความเสียหายมากและใช้เวลาแก้ไขนาน ซึ่งถ้าศึกษาจาก 2 วิกฤตินี้จะพบว่าในทั้ง 2 มีหลายอย่างที่คล้ายกัน จนทำให้เรียนรู้ถึงลักษณะความอ่อนแอที่อาจนำไปสู่การเกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจได้ ลักษณะเหล่านี้ก็คือ
1. วิกฤติจะมีสาเหตุหลักมาจากความเป็นหนี้ในระบบเศรษฐกิจที่มีมากจนเกิดปัญหาชำระหนี้ เป็นชนวนไปสู่การเกิดวิกฤติ หนี้จะเกิดจากการกู้ยืมโดยภาครัฐและเอกชนเพื่อนำมาใช้จ่ายและลงทุนจนเศรษฐกิจใช้จ่ายเกินตัว เงินกู้เหล่านี้จะทำผ่านระบบธนาคารที่ได้ประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศที่เป็นต้นทางของเงินที่นำมาปล่อยกู้ กล่าวคือ เงินทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นหรือลงทุน คนที่ขายหุ้นหรือสินทรัพย์ก็จะนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารก็นำเงินฝากนี้ไปปล่อยกู้ต่อให้กับภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือนหรือภาครัฐ ผลคือ ความเป็นหนี้ในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ประเทศใช้จ่ายมากขึ้น เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการคลัง สร้างความไม่สมดุลและความอ่อนแอให้กับเศรษฐกิจ
2. หนี้ที่สูงขึ้นมีภาระต้องชำระคืนทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ปกติความสามารถในการชำระหนี้จะมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและต้นทุนอัตราดอกเบี้ย คือ ถ้าเศรษฐกิจดี อัตราดอกเบี้ยต่ำ คนที่กู้เงินจะมีรายได้ และจะสามารถชำระหนี้ได้โดยไม่มีปัญหา แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ขยายตัวต่ำ อัตราดอกเบี้ยตลาดปรับสูงขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ก็จะถูกกระทบ คือ อาจไม่มีรายได้พอชำระหนี้ และภาระหนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจโลกชะลอ และวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้จะถูกกระทบ ทำให้ผู้กู้บางรายอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ เกิดการผิดนัดชำระหนี้ สร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้เพิ่มขึ้น กระทบฐานะของธนาคารพาณิชย์ ที่สำคัญการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศที่มักจะมากับวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ก็จะทำให้ค่าเงินของประเทศที่มีหนี้และมีเงินไหลออกอ่อนค่าลง สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับลูกหนี้ที่กู้เงินเป็นเงินตราต่างประเทศ เหล่านี้เป็นความเปราะบางที่จะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจที่มีหนี้มาก เมื่อความสามารถในการชำระหนี้ถูกกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย แต่ความเปราะบางเหล่านี้ยังไม่เกิดเป็นวิกฤติ เพราะการผิดนัดชำระหนี้จะเกิดขึ้นเป็นรายๆ ไม่ได้เป็นปัญหาของทั้งระบบหรือของลูกหนี้ส่วนใหญ่ ผู้ให้กู้ยังมีความมั่นใจกับเศรษฐกิจ
3. ความเปราะบางจะกลายเป็นวิกฤติก็ต่อเมื่อมีตัวกระตุ้นเข้ามากระทบ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งระบบเศรษฐกิจ จนนักลงทุนขายทรัพย์สินที่ลงทุนอยู่ทิ้ง เพื่อนำเงินกลับเพื่อความปลอดภัย เกิดเงินทุนไหลออกรุนแรง ค่าเงินอ่อนลงต่อเนื่อง เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยต้องปรับสูงขึ้น ลูกหนี้ไม่สามารถต่อสัญญาเงินกู้ได้ ธนาคารลดการปล่อยกู้จนธุรกิจขาดสภาพคล่อง และเกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด ตัวกระตุ้นนี้อาจเป็นการเปลี่ยนนโยบายสำคัญ เช่น การลดค่าเงินหรือเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน หรือการล้มของธนาคารพาณิชย์ อย่างกรณีวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อระบบเศรษฐกิจและต่อความสามารถในการชำระหนี้จนเกิดเป็นวิกฤติ
นี่คือ 3 ลักษณะที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของวิกฤติเศรษฐกิจวิเคราะห์จากช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจโลกก็มีลักษณะดังกล่าวอย่างน้อย 2 ใน 3 ลักษณะให้เห็น ทำให้การดำเนินนโยบายของประเทศที่มีหนี้มากจากนี้ไปต้องไม่ประมาท กล่าวคือ
1. ความเป็นหนี้ในระบบเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นวงเงินรวมประมาณ 240 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยประมาณ 61 ล้านล้านดอลล่าร์ เป็นหนี้ของรัฐบาลอัตราส่วนระหว่างหนี้ต่อรายได้ประชาชาติของรัฐบาลสหรัฐขณะนี้อยู่ที่ 105% ขณะที่บางประเทศในกลุ่มยุโรป เช่น อิตาลี อัตราส่วนเดียวกันจะสูงถึง 130% ที่สำคัญ 40% ของหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นที่เอเชีย โดยเฉพาะจีน ทำให้ปัญหาความเป็นหนี้เกิดขึ้นในเกือบทุกประเทศหลักของโลก นอกจากนี้คุณภาพของหนี้ก็ค่อนข้างต่ำ คือ มีเพียงหนี้ของ 11 รัฐบาล และหนี้เอกชน 2 บริษัท ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในความสามารถชำระหนี้ระดับดีเลิศ แสดงว่าความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ส่วนใหญ่ทั้งในภาครัฐและเอกชนไม่ได้อยู่ในเกณฑ์สูง
2. ปัจจุบันวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจโลกกำลังเป็นขาขึ้น จากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาระการชำระหนี้ นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกก็มีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากนี้ไป จากผลของราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่กำลังปรับสูงขึ้น รวมถึงผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งจะกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและรายได้ของประเทศที่มีหนี้ ดังนั้นทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยและทิศทางเศรษฐกิจจากนี้ไปจะไม่เอื้อต่อการชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้มากต่อปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ปัญหาผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอกชนและฐานะของสถาบันการเงินจะเป็นตัวกดดันเสถียรภาพของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี
โดยสรุปด้วยเหตุผลต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ จากความเปราะบางที่เศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ ถ้าการบริหารจัดการในประเทศที่มีหนี้มากไม่ระมัดระวังเพียงพอ จนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดตัวกระตุ้นหรือทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความสามารถในการชำระหนี้ของเศรษฐกิจแล้ว ความเปราะบางที่มีอยู่ก็อาจพลิกผันเป็นสถานการณ์แบบวิกฤติได้ ทำให้เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้และต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจนนำไปสู่การเกิดเหตุวิกฤติในอนาคตได้
วิเคราะห์การรับมือของไทยกับความผันผวนทางด้านราคาน้ำมัน
จากช่วงต้นปี 2016 จนถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับเพิ่มกว่า 108% โดยจาก 36 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี 2016 มาอยู่ที่ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมากนัก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นในรอบนี้มากกว่าครึ่งเป็นผลจากปัจจัยทางด้านอุปสงค์น้ำมันที่เร่งตัวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลักเหมือนหลายครั้งในอดีต นอกจากนั้นประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของประเทศส่วนใหญ่ก็ปรับดีขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ราคาที่สูงขึ้นไม่กระทบต่อการใช้จ่ายมากเหมือนเดิม รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์มีส่วนสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นด้วย
ในส่วนของไทยแม้ในภาพรวมราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้องเสียรายได้กับการนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็มีค่อนข้างจำกัด จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ดีต่อเนื่องซึ่งสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 8% ในช่วง 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมาแม้จะโน้มอ่อนลงบ้างในช่วงหลัง ฐานภาษีน้ำมันซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของราคาขายปลีกดีเซลและแก๊สโซฮอล์ รวมถึงภาครัฐที่เข้ามาดูแลราคาน้ำมันขายปลีกและราคาสินค้าโดยรวม ต่างมีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเพียง 3.1% ในช่วงเวลาเดียวกัน
มองไปข้างหน้าแม้จะประเมินว่าราคา Brent จะแกว่งตัวอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในครึ่งหลังของปี 2018 รวมทั้งในระยะยาวความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าอาจช่วยลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันในภาคการเดินทางของไทยได้บ้าง แต่ในระยะสั้นถึงปานกลางปัจจัยเสี่ยงด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกโดยเฉพาะการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ และความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ในช่วงเวลาที่การผลิต shale oil ในสหรัฐฯ ยังมีปัญหาคอขวดด้านท่อส่ง ทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจปรับสูงขึ้นได้อีกในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จึงไม่ควรประมาทในฐานะที่ไทยต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันกว่า 90%
สำหรับการเตรียมความพร้อมของไทยในการรับมือความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้น มีข้อเสอนแนะดังต่อไปนี้
ข้อแรก คือ นโยบายการดูแลราคาน้ำมันขายปลีกผ่านกองทุนน้ำมัน โดยการเข้าแทรกแซงราคาน้ำมัน ควรทำภายใต้กรอบการดำเนินการ วงเงิน และทางออก (exit strategy) ที่ชัดเจนเท่านั้น ควรเน้นการเข้าดูแลเฉพาะกรณีที่ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และควรจำกัดบทบาทไว้เพียงการดูแลราคาขายปลีกให้ทยอยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ฝืนทิศทางราคาและไม่ควรประกาศตรึงราคาไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่ง เพราะกลไกราคาจะถูกบิดเบือนมากเกินไปและทำให้ผู้บริโภคไม่ปรับการใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่แท้จริง ในอดีตเคยมีบทเรียนจากช่วงปี 2004-2005 ที่กองทุนน้ำมันถูกใช้เพื่อการตรึงราคาน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กองทุนน้ำมันขาดทุนและเป็นหนี้กว่าหนึ่งแสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาระของผู้ใช้น้ำมันโดยรวมในช่วงต่อมา นอกจากนั้นการตรึงราคาโดยไม่มีทางออกที่ชัดเจนไว้รองรับ ทำให้ราคาขายปลีกดีเซลและอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังฐานะการเงินของกองทุนบีบให้การอุดหนุนต้องยุติลงทันที ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเร็วกว่ากรณีที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นตามตลาดโลกตั้งแต่ต้น ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดชะงักงันและนโยบายการเงินต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายค่อนข้างมากในช่วงนั้น
ข้อสอง คือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานในรูปน้ำมันของไทยที่ต่ำ ดูจากดัชนี oil intensity ซึ่งวัดสัดส่วนปริมาณการใช้น้ำมัน (ในรูปตันเทียบเท่าน้ำมันดิบจาก British Petroleum) ต่อ GDP (ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ คงที่จาก World Bank) โดยในปี 2016 ดัชนีของไทยอยู่ในระดับที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่ต่ำ ที่สำคัญในช่วงปี 2000-2016 ดัชนีของไทยปรับลดลงเพียง 10% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกและกลุ่ม OECD ลดลง 20% และ 28% ตามลำดับ สะท้อนว่าแม้ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของไทยจะดีขึ้นบ้างแต่ยังตามหลังประเทศส่วนใหญ่ ทั้งนี้ปัญหาประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของไทยที่ต่ำมีสาเหตุหลักจากรูปแบบการขนส่งของไทยที่ยังพึ่งพาการขนส่งทางถนน ซึ่งมีต้นทุนพลังงานที่สูงกว่าเป็นหลัก โดยข้อมูลจากสภาพัฒน์ ปี 2016 ระบุว่าสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางถนนคิดเป็น 81% ของการขนส่งสินค้ารวม ขณะที่ทางรางมีเพียง 1.9% ดังนั้นนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งควบคู่กับแรงจูงใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้นยังเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงของไทยต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในอนาคต
_______________
* แหล่งที่มาของข้อมูล : ดร.บัณฑิต นิจถาวร คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "เศรษฐศาสตร์บัณฑิต"
กลุ่มข้อมูลและวางแผนสื่อสารองค์กร
ฝ่ายสื่อสารองค์กร