เกี่ยวกับเรา
BAM ประกอบธุรกิจด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยมีส่วนช่วยเหลือลูกหนี้และแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน เพิ่มเติม
ทรัพย์
อื่นๆ
ติดต่อเรา
0-2630-0700
0-2266-3377
99 ถนนสุรศักดิ์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
หน้าหลัก > บทความการเงิน > ตรวจสอบตัวเอง ก่อนการลงทุน
ตรวจสอบตัวเอง ก่อนการลงทุน*
ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องการลงทุนนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการตรวจสอบหรือประเมินตัวเองว่าสถานะและศักยภาพใน เชิงเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร จากนั้นถึงจะสามารถวางกลยุทธ์และแนวทางที่ถูกต้องที่จะทำให้การลงทุนเหมาะสม ที่สุด การวางแผนการเงินแบบ “มาตรฐาน” เช่น ควรจะจัดพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยเงินลงทุนระยะสั้นที่เป็นเงินสดเท่า นั้นเท่านี้ ต้องมีตราสารหนี้ระยะยาว มีหุ้นและมีตราสารการเงินอื่นๆ ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถรับความเสี่ยงหรืออายุของเรา และสุดท้ายบางทีก็บอกว่าควรจะต้องมีประกันชีวิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีที่ตายก่อนกำหนด เป็นต้น ดังนั้นลองมาพิจารณาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึง ก่อนเริ่มวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล
เรื่องแรกคือ มีทรัพย์สินสุทธิเท่าไร? บางคนมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติมากเป็นหลายร้อยหรือเป็นพันๆ ล้านบาท เหตุผลที่จะทำประกันชีวิตจึงแทบไม่มี เพราะถ้าตายเงินมรดกมากมายพอที่จะทำให้ลูกหลานสบายเต็มที่อยู่แล้ว เงินทุนประกันชีวิตสูงสุดส่วนใหญ่ไม่เกิน 10-20 ล้านบาท ย่อมไม่มีความหมายอะไร “ความเสี่ยง” สำหรับคนที่มีเงินมากและไม่มีหนี้หรือภาระที่อาจจะต้องรับ กับความเสี่ยงของคนที่มีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิไม่มากนั้นคิดว่าแตกต่างกัน คนที่มีเงินมากพอที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดชีวิตทั้งของตนเองและ ลูกหลานอยู่แล้วนั้น ความเสี่ยงที่สำคัญอาจไม่ใช่ความเสี่ยงในการลงทุนตามปกติที่เกิดจากตราสาร การเงิน เช่น หุ้นหรือพันธบัตร หรือเงินฝาก หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจหรือในอสังหาริมทรัพย์ เพราะการลงทุนเหล่านั้น แม้ว่าจะขาดทุนไปครึ่งหนึ่งหรือขาดทุนไป 75% เงินที่เหลืออยู่ 25% ก็ยังเพียงพอที่อาจจะอยู่ได้อย่างสบาย แต่ความเสี่ยงจริงๆ นั้น อาจเป็นความเสี่ยงที่เกิดจาก“ระบบ” หรือกฎเกณฑ์ของรัฐหรือประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ที่อาจทำลายการลงทุนจนหมดสิ้นไป สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยอาจจะยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น ในยุโรปตะวันออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น คิดว่าคนรวยหรือแม้แต่มหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยต้อง “สิ้นเนื้อประดาตัว” เพราะเมื่อเกิดสงคราม โรงงานหรือธุรกิจอาจถูกระเบิดทำลายไป เงินฝากที่มีอยู่ก็เฟ้อ เนื่องจากประเทศแพ้สงครามหมดค่าลง บางคนมีที่ดินเหลือแต่หลังสงคราม ประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ที่ดินจึงถูกยึดเป็นของรัฐ ดังนั้นสำหรับคนเหล่านี้ การลงทุนที่สำคัญมากที่จะลดความเสี่ยงจริงๆ อาจอยู่ที่การกระจายการลงทุนไปในหลายประเทศ ซึ่งจะทำให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีเงินพอที่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายได้
ข้อตรวจสอบตัวเองต่อมาก็คือเรื่องของรายได้จากการทำงาน ถ้างานที่ทำนั้นทำเงินได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น มีอาชีพเป็นหมอศัลยกรรมและคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เงินมากในอนาคต เช่น การส่งลูกเรียนต่างประเทศ ก็น่าจะมีกำลังที่ทำได้ด้วยรายได้จากเงินเดือน ในกรณีแบบนี้สามารถลงทุนในตราสารมีความเสี่ยงเช่นหุ้นได้มาก แต่ถ้างานในปัจจุบันนั้นถึงจะมีรายได้ดี แต่ไม่ได้มีความแน่นอนมาก การลงทุนก็อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น อาจจะต้องลงทุนในตราสารการเงินที่เสี่ยงน้อยกว่า เช่น การลงทุนในพันธบัตรมากกว่า เป็นต้น หรือในกรณีที่มีรายได้ไม่มาก แต่มีความมั่นคงในการทำงาน แผนการเงินอาจจะเป็นเรื่องของการพยายามอดออมและกันเงินไว้ลงทุนในหุ้นอย่าง สม่ำเสมอ เรื่องของอายุก็เป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดแนวทางในการลงทุน ถ้าอายุน้อยและมีกำลังทำงานเต็มที่ การลงทุนที่ “เสี่ยง” ประเภทลงทุนในหุ้น ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือบางทีมากกว่านั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ “ไม่เสี่ยง” เพราะสามารถ “แก้ตัว” นั่นคือ หาเงินมาใช้เลี้ยงชีวิตตนเองตามอัตภาพได้เสมอ แต่เมื่อมีครอบครัวที่ต้องอุปการะหรืออายุมาก 40-50 ปีขึ้นไปแล้ว การลงทุนก็ควรจะ Balance หรือมีความสมดุลขึ้น เช่น ควรจะมีการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอที่มีการลงทุนทั้งด้านของหุ้น ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเงินสดและการประกันชีวิต ที่จะทำให้มีความสบายใจว่าเงินจะไม่หายไปมากในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เลวร้าย หรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็ต้องการผลตอบแทนที่ดีพอสมควรที่จะทำให้ความมั่งคั่งไม่ลดลง เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินค่าของเงินอย่างช้าๆ ตลอดเวลา
ค่าใช้จ่ายทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่จะต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้านั้น น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากอย่างหนึ่งในการวางแผนการเงินและการลงทุน รายจ่ายที่สำคัญมากที่สุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ รายจ่ายทางด้านการศึกษาของลูก และรายจ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลของพ่อแม่ ถ้าเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบ นอกจากจำนวนเงินที่มีหรือต้องการที่จะมีแล้ว คงต้องวางแผนว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหนในระดับประถมถึงมัธยม และระดับปริญญาตรี-โท ในประเทศหรือต่างประเทศ เพราะค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันมาก ในเรื่องของการรักษาพยาบาลนั้น โชคดีที่ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการสังคมที่ดีมาก ดังนั้นถ้าวางแผนที่ดีพอก็จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากโดยการสมัครใน โปรแกรมต่างๆ เช่น ประกันสังคม ที่จะทำให้ได้รับความคุ้มครองด้วยรายจ่ายที่ไม่สูงเกินไป ส่วนในเรื่องของการศึกษานั้น รายจ่ายที่มากน้อยมักจะอยู่ที่เลือกว่าจะให้ลูกไปทางสาย “อินเตอร์” หรือสาย “ไทย” ความเห็นก็คือ ในระดับกลางๆ ค่อนข้างสูงก็คือ เน้นอินเตอร์ในประเทศจนจบปริญญาตรี แล้วถ้ามีโอกาสก็ไปต่อโทต่างประเทศที่เป็นโปรแกรม 1 ปี ก็น่าจะเพียงพอสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะต้อง “ต่อสู้” ในโลกที่เป็น “สากล”
สุดท้ายที่จะพูดถึงคือความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน คนที่มีพื้นฐานทางด้านการคำนวณหรือทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น มักจะมีความได้เปรียบในการศึกษาเรื่องของการลงทุน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางสายการเงินหรือทางธุรกิจก็สามารถศึกษาเรื่อง การลงทุนได้ไม่ยากนัก แต่คนที่เป็น “หัวศิลป์” จำนวนไม่น้อยไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นได้ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นว่าไม่สามารถลงทุนในหุ้นได้ วิธีที่จะลงทุนในหุ้นแบบคนที่ไม่รู้เรื่องหรือวิเคราะห์หุ้นไม่เป็นที่ดีที่ สุดก็คือ การซื้อกองทุนอิงดัชนีเช่น SET 50 ไปเรื่อยๆ เมื่อมีเงินลงทุน ด้วยวิธีนี้คนที่ไม่เก่งเรื่องหุ้นก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีพอใช้ได้ และบ่อยครั้งก็ดีกว่า “มืออาชีพ” ด้วยซ้ำไป
__________________
* โดย : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร CEO Blogs หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ