วิกฤติหนี้รักษาได้...“โรงพยาบาลแก้หนี้”

26 May 2026
วิกฤติหนี้รักษาได้...“โรงพยาบาลแก้หนี้”

ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจที่ไทยมีการขยายตัวจากการบริโภคอย่างต่อเนื่อง และคนไทย ก็ได้มีการก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเปรียบเสมือนการสะสมของเสียในร่างกาย แต่ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยยังมีการขยายตัวดีทำให้คนไทยมีรายได้ต่อเนื่องแม้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ก็พอจะเอาตัวรอดได้เพราะร่างกายยังแข็งแรงพอที่จะผลิตเลือดดีมาเจือจางเลือดเสียจากหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น แต่พอเจอเหตุการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ขาดรายได้หรือมีรายได้ที่ลดต่ำลงจนขาดกำลังซื้อ และมีการกู้หนี้ยืมสินของครอบครัวมากขึ้น หลัง COVID-19 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวก็ไม่เต็มที่ การส่งออกไม่ดี กำลังซื้อยังถดถอย การประกอบธุรกิจของ SME ทรุดลง หนี้สินของครัวเรือนก็เพิ่มพูนจนอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นความเสี่ยงของประเทศ โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของประเทศไทยล่าสุดยังอยู่ในระดับเกือบ 90% ทั้งที่ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียอยู่ที่เพียง 68% เท่านั้น รวมถึงยังมีมูลค่าหนี้เสียหรือ NPL ประมาณ 8 แสนล้านบาท และหนี้ที่กำลังจะเสียอีก 1.7 ล้านล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภาวะเช่นนี้เป็นการแสดงอาการว่า “คนไทยและประเทศไทยป่วยหนักมาก และจะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจของไทย”

วันนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่เคยมีผลงานการช่วยเหลือลูกหนี้แล้วกว่า 166,000 ราย รวมภาระหนี้เงินต้นกว่า 527,000 ล้านบาท เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องออกมาทำหน้าที่สำคัญในการเข้ามาช่วย “ผู้ป่วยที่เป็น NPL” ที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤตให้กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้ ด้วยการเปิด “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมาขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน ผ่านกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพลูกหนี้ เปลี่ยนหนี้เสียให้กลับมาเป็นหนี้ดี และเร่งระบาย NPA ให้กลับมาสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในระบบ

เมื่อมีอาการป่วยเป็น NPL ถ้าพบกับ “หมอหนี้” ของ BAM ได้ยิ่งเร็วเท่าไร ผู้ป่วย NPL ก็ยิ่งมีโอกาสพ้นวิกฤติหนี้ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างมีความสุขได้เร็วขึ้นเท่านั้น โรงพยาบาลแก้หนี้ของ BAM ได้เตรียมทีมงาน "หมอหนี้" ไว้ดูแลผู้ป่วย NPL อย่างเต็มพิกัด และเป็นหมอหนี้ที่มากประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการแก้ไขหนี้ ซึ่ง BAM ได้ใช้แนวทางในการรักษาโรค NPL โดยการมุ่งเน้นการรักษาตลอดทั้งเส้น ตั้งแต่ขั้นตอน การคัดกรองผู้ป่วย NPL เพื่อแยกความหนักเบาของอาการผู้ป่วย ที่จะช่วยฉายภาพอนาคตสำหรับการจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ (TDR) เป็นระยะตั้งแต่ 12 เดือน ไปจนถึง 36 เดือน และจัดทำแผนการรักษาตามอาการอย่างเป็นระบบเพื่อให้ผู้ป่วย สามารถกลับมามีสุขภาพเป็นปกติได้เร็วที่สุด และเมื่อผ่านกระบวนการรักษาขั้นนี้และสามารถกลับมาจ่ายเป็นปกติ 12 งวดขึ้นไปแล้ว ก็เปรียบเหมือนผู้ป่วยที่ผ่านจากห้อง ICU แล้ว และคนไข้กลุ่มนี้ก็จะกลายเป็น “ผู้ที่มีความพร้อมเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินอีกครั้ง (Reperforming Loan: RPL)”

แต่ในบางกรณี "หมอหนี้" อาจต้องเสนอแนะให้ใช้วิธีการ "การตัดเพื่อไปต่อ" (Amputation)  หรือการรักษาด้วย "การสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต" ซึ่งก็คือวิธี "การโอนทรัพย์ชำระหนี้" เพื่อลดหนี้และต้นทุนทางธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจของ "ผู้ป่วย NPL" สามารถให้ดำเนินต่อไปได้และกลับมาแข็งแรงในระยะยาว

วันนี้ภารกิจของ BAM ไม่ใช่การทวงถามหนี้ แต่เป็นการรักษาโรคหนี้ ดังนั้น BAM จึงมุ่งเน้นที่จะทำสิ่งที่แตกต่าง คือ BAM ไม่ได้มุ่งปิดบัญชีหรือปิดหนี้ให้เร็วที่สุดด้วยวิธีการทางกฎหมาย แต่ BAM เป็นคู่คิดที่มุ่งสร้างทางออกที่ทำให้ชีวิตเดินต่อไปได้จริง และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยน “ลูกหนี้” ในวันนี้ให้กลับมาเป็น “ลูกค้า” ของ BAM ที่มีอนาคตอีกครั้ง และด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า “ลูกค้า BAM ทุกคน สามารถเริ่มต้นใหม่ กับ BAM เป็นไปได้เสมอ”

โครงการเริ่มต้นใหม่กับ BAM จึงเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถจัดการหนี้เก่ากับเงินต้นใหม่ ลืมดอก ลดต้น ลดสูงสุดถึง 30% โดยเปิดให้ลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไขจำนวนกว่า 1,800 ราย ให้สามารถเลือกปิดบัญชีลดเงินต้น 30% หรือเลือกผ่อนชำระ 100% เงินต้น ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 3 ปี โดยจะเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม ถึง 30 กันยายน 2569 เงื่อนไขเป็นไปตามที่ BAM กำหนด

BAM ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนิน “โรงพยาบาลแก้หนี้” เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ให้สัญญาว่าจะทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้ลูกหนี้มีโอกาสกลับมามีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมอีกครั้ง เพราะ “ความผิดพลาดเรื่องหนี้ที่ผ่านมา ย่อมเป็นบทเรียนที่สร้างโอกาสที่ดีสำหรับชีวิตที่มั่นคง”

วิกฤติหนี้รักษาได้...“โรงพยาบาลแก้หนี้” | BAM