
หลายคนอาจจะกำลังเผชิญกับสภาวะที่ชักหน้าไม่ถึงหลังด้วยการที่มี รายจ่ายมากกว่ารายรับ จนรู้สึกว่าสภาพ การเงิน ของตัวเองนั้นกำลังพังทลายลงมา ไม่ว่าจะเป็นเพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว พิษจากเศรษฐกิจที่เจอ หรือเหตุสุดวิสัยต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา แต่ในความจริงบนโลกใบนี้ก็คือ ปัญหาเรื่อง การเงิน นั้นสามารถแก้ไขและฟื้นฟูได้เสมอหากเรามีสติเพียงพอ และยอมรับความจริง เพื่อที่จะเริ่มต้นจัดการอย่างเป็นระบบและถูกวิธี ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณไปพบกับ 3 วิธีปฏิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนสภาพ การเงิน ที่เคยพังให้กลับมาปัง สดใส และมั่นคงได้อีกครั้ง

เพราะจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวกับ การเงิน ส่วนใหญ่ของมนุษย์เงินเดือนมักมาจากพฤติกรรมการ "ใช้ก่อนแล้วค่อยออม" ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่ไม่มีเงินเหลือเก็บในตอนสิ้นเดือน ดังนั้นเพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอกับปัญหานั้นเราต้อง กฎเหล็กข้อแรกที่คุณต้องทำเสมอคือการ "ต้องแบ่งเงินออมก่อนใช้เสมอ" เมื่อเงินเดือนหรือรายได้โอนเข้าบัญชีปุ๊บ ให้หักออกทันทีอย่างน้อย 10-15% ของรายได้ เพื่อนำไปเก็บเป็นเงินออมสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) หรือเงินออมระยะยาว การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างวินัยทาง การเงิน ที่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการกำหนดขอบเขตการใช้จ่ายของคุณให้ชัดเจนขึ้น ทำให้เรารู้ว่าในเดือนนั้นเรามีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจริงๆ เท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการสร้างหนี้สินเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การมองภาพรวมค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน มักจะทำให้เราเกิดความชะล่าใจในช่วงต้นเดือน จึงเกิดการที่ใช้เงินเกินความจำเป็นและไปตกระกำลำบากในช่วงปลายเดือนแทน แต่ทว่ามีเทคนิคที่ง่ายและชาญฉลาดในการบริหาร การเงิน เลยก็คือการ "ตั้งงบแบบรายสัปดาห์" โดยให้นำเงินที่เหลือจากการหักเงินออมและค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมด (เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ) มาหารแบ่งเป็น 4 สัปดาห์ เพื่อที่จะได้ตั้งเพดานการใช้จ่ายรายสัปดาห์อย่างเคร่งครัด โดยวิธีนี้จะช่วยทำให้เราเช็กพฤติกรรมการใช้จ่ายและควบคุม การเงิน ได้ง่ายและเรียลไทม์มากขึ้น หากสัปดาห์ไหนคุณเผลอใช้เงินเกินงบ คุณก็จะรู้ตัวทันทีและสามารถปรับลดการใช้จ่ายในสัปดาห์ต่อไปเพื่อชดเชยได้ ป้องกันการใช้เงินจนเกินตัวได้อย่างอยู่หมัดนั้นเอง

เมื่อคุณเริ่มมีเงินออมสำรองและสามารถควบคุมรายจ่ายประจำสัปดาห์ได้แล้ว สิ่งที่มักจะรั้งคุณไว้ไม่ให้เรื่องการเงินของคุณกลับมาฟื้นตัวได้ก็คือ "ภาระหนี้สิน" โดยเฉพาะหนี้บริโภคหรือหนี้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงปรี๊ด วิธีจัดการที่เป็นระบบคือ ให้คุณกางหน้ากระดาษแล้วลิสต์รายการหนี้ทั้งหมดที่มีออกมาดูให้ชัดเจน ว่ามียอดคงเหลือเท่าไหร่ และดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์ จากนั้นให้ใช้เทคนิคการโฟกัส โดยทุ่มเงินส่วนที่เหลือจากการบริหารจัดการ ไป "โปะ" หนี้ก้อนที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดให้หมดก่อนเป็นอันดับแรก (ในขณะที่หนี้ก้อนอื่นยังคงจ่ายขั้นต่ำเพื่อรักษาประวัติไว้) เมื่อหนี้ดอกเบี้ยแพงก้อนแรกถูกเคลียร์จบ คุณจะมีกระแสเงินสดในมือเพิ่มขึ้น และมีกำลังใจที่จะนำเงินก้อนนั้นไปลุยเคลียร์หนี้ก้อนต่อไป การจัดระเบียบแบบนี้จะช่วยอุดรอยรั่วของดอกเบี้ยที่กัดกินเงินในกระเป๋าได้อย่างเด็ดขาด

ท้ายที่สุดแล้ว การกอบกู้สถานะทางการเงินที่พังทลายให้กลับมามั่นคงและ "ปัง" ได้อีกครั้ง ไม่ใช่เวทมนตร์ที่จะเสกให้เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่หัวใจสำคัญคือ "วินัย" และการลงมือทำตามระบบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการหักเงินออมทันทีที่รายได้เข้า การมีสติควบคุมงบประมาณรายสัปดาห์ และการกัดฟันทยอยเคลียร์หนี้อย่างมีกลยุทธ์ ช่วงแรกของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คุณอาจจะรู้สึกอึดอัดและท้าทายใจตัวเองอยู่บ้าง แต่ขอให้อดทนและทำตามแผนต่อไป เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเลขในบัญชีในทิศทางที่ดีขึ้น ถึงวันนั้น คุณจะขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ และลุกขึ้นมาจัดระบบการเงินใหม่ เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงให้ชีวิตในระยะยาวครับ
อย่าปล่อยให้ความกังวลเรื่องหนี้สินทำลายอนาคตของคุณ ลูกค้า NPL ของ BAM สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ได้แล้ววันนี้ที่:
BAM พร้อมมอบโอกาส...ให้คุณรักษาทรัพย์สินและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง


ค่าครองชีพพุ่งจนการเงินตึงมือ การเงินต่าง ๆ เริ่มที่จะมีปัญหา แต่ไม่ต้องกังวลเพราะ BAM มีคำแนะนำให้คุณ!

3 Mindsets ที่ทำให้หนี้พอกไม่รู้ตัวเลื่อนจ่าย นำไปสู่ดอกเบี้ยสะสมจนควบคุมยาก