การบริหารจัดการของเสีย

การบริหารจัดการของเสีย (Waste)

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการของเสียและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนัก ถึงความสําคัญของการจัดการของเสียในองค์กร ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ที่ทํางานมีสุขอนามัยที่ดีและน่าอยู่ อีกทั้งยิ่ง มีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันยิ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้น ตลอดจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างผลลัพธ์ เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

กิจกรรม/โครงการสำคัญ

โครงการ Tidy Office Happy Life

เป็นโครงการนำกระดาษที่ผ่านการใช้ซ้ำแล้วมาแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำใหม่ หรือที่เรียกว่า กระดาษรีไซเคิล (Recycled Paper) โดยจะมีสีขาวนวล ครีม เหลือง น้ำตาล จนถึงน้ำตาลทอง ซึ่งทั่วไปนิยมนำไปผลิตเป็น กล่องไปรษณีย์ ถุงกระดาษ ปลอกสวมแก้วกาแฟ สมุดโน้ต เป็นต้น โครงการนี้สามารถลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดีรวมถึงช่วยลดปัญหา ภาวะโลกร้อนจากการกำจัดขยะ ทั้งนี้ จากการดำเนินงานสามารถนำกระดาษเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

โครงการนำขยะเศษอาหารมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์

บริษัทฯ ได้มีการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเครื่องกำจัดขยะเศษอาหาร เพื่อลดปริมาณขยะสู่บ่อฝังกลบและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2565 นำร่องที่ศูนย์อาหาร อาคารสำนักงานใหญ่  ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการย่อยสลายขยะเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เพื่อนำไปปรับปรุงคุณภาพดิน เร่งใบ เร่งผล หรือใช้บำรุงต้นไม้  โดยบริษัทฯ ได้นำปุ๋ยมาใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัวในบริเวณอาคารสำนักงานใหญ่ และนำผลผลิตพืชผักเหล่านี้มาจำหน่ายให้กับพนักงานในบริษัทฯ โดยนำเงินที่จำหน่ายได้มอบให้ “กองทุนเพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อช่วยเหลือพนักงานที่เกิดความเจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติภัย นอกเหนือการใช้สิทธิจากสวัสดิการของบริษัทฯ

ข้อมูลปริมาณของขยะของบริษัท

ข้อมูลปริมาณของขยะรีไซเคิลของบริษัทฯ

การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร (Carbon Footprint Organization: CFO) ณ อาคารสำนักงานใหญ่ โดยได้จัดเก็บข้อมูลการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก จากการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมของบริษัทฯ อย่างครอบคลุมที่สะท้อนข้อเท็จจริง จากแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 ขอบเขต คือ

ขอบเขตที่ 1

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงานและกิจกรรม ต่างๆ ขององค์กรโดยตรง (Direct GHG Emissions) โดยคำนวณ จากการเผาไหม้ของน้ำมัน เชื้อเพลิง ประเภทต่างๆ การรั่วไหลของ สารทำความเย็น การรัวไหลของสารดับเพลิง การรั่วไหลของ ก๊าซมีเทน จากการใช้ห้องน้ำ (ระบบ Septic Tank) และบ่อบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

ขอบเขตที่ 2

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขี้นโดยอ้อม (Indirect GHG Emissions) โดยคำนวณจากปริมาณการ ใช้ไฟฟ้าที่มีการซื้อจาก หน่วยงานภายนอกมาใช้ในองค์กร ซึ่งในที่นี้จะหมายถึง พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมาจากการไฟฟ้านครหลวง

ขอบเขตที่ 3

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น โดยทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect GHG Emissions) โดยคำนวณ จากปริมาณการใช้น้ำประปา การใช้กระดาษ การได้มาซึ่งเชื้อเพลิงและพลังงาน การขนส่งวัตถุดิบ จากผู้ผลิตสินค้า ปริมาณของเสียจากกิจกรรมในองค์กร การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการเดินทางของพนักงาน เป็นต้น

ซึ่งการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) โดยใช้ข้อกำหนดในการคำนวณและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) The Greenhouse Gas Protocol, Revised Edition October 2016 อ้างอิงค่า Global Warming Potential (GWP) Rate จากรายงานการตรวจประเมินของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ฉบับที่ 5 (AR5) โดยนำผลการคำนวนที่ได้มาจัดทำแผนระยะยาว 5 ปี 

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ด้วย 7 กลยุทธ์

  • กลยุทธ์ที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) (ขอบเขตที่ 1,2 และ 3)

  • กลยุทธ์ที่ 2 การปรับเปลี่ยนวิธีใช้เชื้อเพลิงและการใช้ยายนต์ไฟฟ้า (Fuel Switching and Electric Vehicle) (ขอบเขตที่ 1 และ 2)

  • กลยุทธ์ที่ 3 การประหยัดการใช้น้ำ (ขอบเขตที่ 3)

  • กลยุทธ์ที่ 4 การจัดการขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่ (ขอบเขตที่ 3)

  • กลยุทธ์ที่ 5 การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable energy consumption) (ขอบเขตที่ 2)

  • กลยุทธ์ที่ 6 สร้างจิตสำนึก Green Awareness ในกลุ่มพนักงาน และลูกค้า/คู่ค้า (ขอบเขตที่ 3)

  • กลยุทธ์ที่ 7 การปลูกป่าทดแทน (Reforestation) (การปลูกต้นไม้ ปีละ 10 ไร่)

        เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งหวังในการประชุม COP ต่อการรับมือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวในการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065
        โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และส่งข้อมูลให้ทางองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อขอพิจารณาขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน พบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร รวมทั้งหมด 1,710 ton CO2eq/ปี บริษัทฯ ผ่านการได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองการแสดงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร 
       

BAM รับมอบประกาศนียบัตร CFO 31.07.68.jpg

BAM Certificate_CFO 2567 ฉลากคาร์บอน.jpg

ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ