การบริหารความเสี่ยง ESG และการจัดการภาวะวิกฤต

การบริหารความเสี่ยง ESG และการจัดการภาวะวิกฤต

        บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรที่สำคัญโดยบริษัทฯ ได้มีการกำหนดและ/หรือ ทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental Social and Governance : ESG) ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และดำเนินการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยกำหนดการบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการตามกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กรตามมาตรฐานสากลของ COSO Enterprise Risk Management Framework 2017 (COSO ERM 2017) ตลอดจนการสร้างความมั่นใจว่าบริษัทฯ มีการบูรณาการกระบวนการทำงานเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Governance, Risk Management and Compliance : GRC)

icon_corporate-governance_02.svg

เป้าหมายการดำเนินงาน

        บริษัทฯ ดำเนินการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กรตามแนวทางของ COSO ERM การบริหารความเสี่ยงขององค์กร-การบูรณาการร่วมกับกลยุทธ์และผลการปฏิบัติงาน (Enterprise Risk Management (ERM) Framework, Enterprise Risk Management – Integrating with Strategy and Performance) เพื่อบูรณาการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (ERM Process) และบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ 
        ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานขององค์กร ตลอดจนเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ในอนาคต เช่น ข้อเสนอแนะการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Recommendations) การประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) โดย FTSE Russell (FTSE Russell ESG Scores) และ มาตรฐานการรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยด้านความยั่งยืน (IFRS S1 & S2) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและยกระดับกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กรให้เหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ
 

Icon_Report (1).png

ผลการดำเนินงาน

        บริษัทฯ ได้ดำเนินการบริหารความเสี่ยงตามแนวปฏิบัติตามกรอบโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงขององค์กร COSO การบริหารความเสี่ยงขององค์กร การบูรณาการร่วมกับกลยุทธ์และผลการปฏิบัติงาน (ERM) และบูรณาการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และการกำกับดูแล (Governance) เข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงครบถ้วนทั้ง 3 มิติ ตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้  
        บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติตามกรอบ COSO ERM และ COSO ESG ในประเด็นการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้บริหารระดับสูง พนักงาน รวมถึงบุคคลภายนอกสำเร็จตามเป้าหมายที่มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมหลักปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม (Governance) ครบถ้วนตามเป้าหมาย   

Icon_Report (1).png

ผลการดำเนินงาน

        บริษัทฯ ได้จัดทำแผนรองรับความเสี่ยงในมิติต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risk) รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) ที่อาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยได้กำหนดให้มีแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP) ในรูปแบบลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือวิกฤตการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจขยายวงกว้าง และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถดำเนินงาน ฟื้นฟู และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที สอดคล้องกับแนวทางการบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการ (Integrated Risk Management) ตามกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กรของ COSO ERM 2017

โครงสร้างองค์กร

        บริษัทฯ กำหนดโครงสร้างองค์กรและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจนโดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานสายธุรกิจ (First Line) หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน (Second Line) และหน่วยงานตรวจสอบภายใน (Third Line) ตามแนวทาง Three Lines Model เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ในแต่ละระดับหน่วยงานเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน โดยคณะกรรมการบริษัทมอบหมายให้ผู้บริหารทุกระดับดำเนินการบริหารความเสี่ยงในงานที่แต่ละฝ่ายงานรับผิดชอบ ภายใต้การพิจารณาของผู้บริหารระดับสูงแต่ละสายงานและภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง กำหนดให้ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ซึ่งอยู่ภายใต้สายกำกับดูแลกิจการและบริหารความเสี่ยง จัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงและมีการสอบทานการบริหารความเสี่ยงโดยฝ่ายตรวจสอบภายใน ซึ่งจะรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

โครงสร้างองค์กรและการบริหารความเสี่ยง (1).png

แนวทางการดำเนินงานและบริหารจัดการความเสี่ยง

        จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในปี 2568 บริษัทฯ พบว่ามีปัจจัยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานและทรัพย์สิน บริษัทฯจึงได้ดำเนินการประเมินโอกาสที่จะเกิดและผลกระทบที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศด้านสิ่งแวดล้อม (Climate Change) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านกลยุทธ์ ด้านการดำเนินงาน ด้านผลประกอบการ พร้อมทั้งจัดทำแบบสำรวจการเกิดภัยธรรมชาติ ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมสำนักงาน/สาขา (ตาราง-สรุปข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายจากความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบทางลบต่อสำนักงาน/สาขา และลูกค้าของบริษัท เช่น จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า ซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนส่งผลมาถึงประเทศไทย อาจทำให้ธุรกิจในบางพื้นที่หยุดชะงักหรือไม่สามารถดำเนินการได้ชั่วคราว เพื่อดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารและทรัพย์สินก่อนการกลับมาดำเนินงานตามปกติ ความเสียหายของข้อมูลและทรัพย์สิน ที่อาจส่งผลให้เกิดการด้อยค่าของทรัพย์สิน เป็นต้น โดยบริษัทฯ ได้นำข้อมูลผลการสำรวจการเกิดภัยธรรมชาติมาใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk Assessment) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินธุรกิจในอนาคต เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อบริษัทฯ และลูกค้าของบริษัทฯ ให้สามารถปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น บริษัทฯ จึงทำการวิเคราะห์ประเมินโอกาสที่จะเกิดและผลกระทบที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศตามข้อเสนอแนะในการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Recommendations) เพื่อประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ ดังนี้

  • การประเมินความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Physical Risks)  
              บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะสั้นและระยะยาว โดยจำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงทางกายภาพแบบฉับพลัน (Acute Risk) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันทันใดและมีความรุนแรง เช่น พายุไซโคลน (Cyclones) ไต้ฝุ่น (Typhoon) น้ำท่วม (Floods) และภัยแล้ง (Drought) เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีความถี่รุนแรงมากขึ้น อีกแบบคือ ความเสี่ยงทางกายภาพแบบเรื้อรัง (Chronic Risk) เป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสะสมและใช้ระยะเวลายาวนาน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea level rise) การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก (Rise in global average temperature) และความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน (Precipitation variability) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งด้านกลยุทธ์ ด้านการดำเนินงาน ด้านผลประกอบการ ซึ่งผลการประเมินความเสี่ยงภาพรวมอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ สะท้อนถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการและรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Efficient Resource Utilization) และการดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี จากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างค่อนข้างมาก แนวโน้มระดับการประเมินความเสี่ยงอาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
ตารางสรุปข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายจากความเสี่ยง.png
ตารางสรุปข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายจากความเสี่ยง
ในการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อสำนักงานของบริษัทฯ 
  • การประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบ (Transition Risks) 
              บริษัทฯ ได้วิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศโดยยังมุ่งเน้นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านต่อระบบเศรษฐกิจ (Transition Risks) เพื่อปรับตัวเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านนโยบายและกฎหมาย (Policy and Legal Risks) ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk) ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) จากการประเมิน พบว่า กฎเกณฑ์และนโยบายของทางการ เป็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านที่มีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ ซึ่งผลการประเมินความเสี่ยงภาพรวมอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ โดยบริษัทฯ ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น มาตรการการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ของประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าว
  • การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Risk)
              สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น คลื่นความร้อน (Extreme heat) น้ำท่วม (Flood) และภัยแล้ง (Drought) ที่รุนแรงและมีอัตราการเกิดบ่อยครั้งขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง จึงนำมาซึ่งการตั้งเป้าหมายร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยรัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายในการเป็นประเทศที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งเป็นการเร่งเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) และสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ส่งผลให้มีการออกนโยบาย และการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมยังส่งผลทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างให้ความสำคัญ ต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact)

  • ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจและกิจกรรมสำคัญของบริษัทฯ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน และความปลอดภัยของพนักงาน หากบริษัทฯ ไม่มีการปรับตัวและเตรียมการรับมือไว้อย่างเพียงพอ
  • ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจเพิ่มสูงขึ้นจากความพยายามในการลดการปล่อยมลพิษ และต้นทุนคาร์บอนเครดิต เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบเหล่านี้ยังส่งผลต่อความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำมากยิ่งขึ้น

        บริษัทฯ มีการติดตามเรื่องการจัดการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานขององค์กรให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนส่งเสริมนโยบายของประเทศในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ โดยมีการจัดการด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การติดตั้งระบบเซลล์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การเลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
        บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในมิติกลยุทธ์ การดำเนินงาน และผลประกอบการ จึงได้กำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk Management Process) ให้มีการดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ขั้นตอน และวิธีการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตั้งแต่การระบุเหตุการณ์ การประเมินความเสี่ยง การตอบสนองหรือการจัดการความเสี่ยง และการติดตามและประเมินผล โดยสอดคล้องกับข้อเสนอแนะการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Recommendations) เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความโปร่งใสและสามารถสะท้อนความพร้อมของบริษัทฯ ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว 

กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ครอบคลุมขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

(1)    การระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risks Identification) 
        บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risks) ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) โดยครอบคลุมทั้งการดำเนินงานที่มีอยู่เดิมและกิจกรรมใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
        สำหรับความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) บริษัทฯ ได้ศึกษาข้อมูลและคัดกรองภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ และระบุภัยธรรมชาติที่สำคัญ 8 ประเภท (อ้างอิงจากกรมอุตุนิยมวิทยา) ได้แก่ พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclones), แผ่นดินไหว (Earthquakes), อุทกภัย (Floods), วาตภัย (Storms), แผ่นดินถล่ม (Landslides), คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surges), ไฟป่า (Fires) และภัยแล้ง (Droughts) ภัยเหล่านี้ถูกนำมารวมในการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพเบื้องต้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลต่ออาคารสำนักงาน สาขา และทรัพย์สินรอการขายของบริษัทฯ
        ในส่วนของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) บริษัทฯ ได้ประเมินปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

(2)    การประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk Assessment)
        หลังจากระบุเหตุการณ์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศแล้ว บริษัทฯ ได้จัดลำดับความสำคัญโดยใช้ ตารางวัดระดับความเสี่ยง (Risk Matrix) เพื่อประเมินทั้งผลกระทบ (Impact) และ โอกาสที่อาจจะเกิดขึ้น (Likelihood) ซึ่งตารางนี้ช่วยให้บริษัทฯ สามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสที่ระบุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนากลยุทธ์การบรรเทาความเสี่ยงและปรับตัวตามความน่าจะเป็นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กระบวนการประเมินความเสี่ยงนี้ดำเนินการโดยได้รับข้อมูลจากผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กร เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบคอบและสอดคล้องกับเป้าหมายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ

ตารางแสดงผลการวัดระดับความเสี่ยง (Risk Matrix).png
ตารางวัดระดับความเสี่ยง (Risk Matrix)

(3)    การจัดการและติดตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Managing and Monitoring Climate-related Risks)
        เมื่อบริษัทฯ สามารถระบุเหตุการณ์ความเสี่ยง สาเหตุของความเสี่ยง และประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แล้ว (Risk Appetite Assessment) บริษัทฯ จะจัดทำขั้นตอนและกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการจัดการความเสี่ยง (Risk Management Measures) ที่เหมาะสม ได้แก่ การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance) การลดหรือควบคุมความเสี่ยง (Risk Reduction / Risk Control) การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) และการถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) ทั้งนี้ บริษัทฯ จะพิจารณาความเป็นไปได้และต้นทุนของแต่ละทางเลือกอย่างรอบคอบผ่านการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost–Benefit Analysis) เพื่อให้การตัดสินใจดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ รวมทั้งมีการติดตาม ประเมินผล และทบทวนมาตรการจัดการความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ (Risk Monitoring and Review) เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กรมีความเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
        บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 โดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านนโยบายสำนักงานสีเขียว (Green Office) และกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน บริษัทฯ จัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานที่รับผิดชอบในทุกระดับ เพื่อกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ
        นอกจากมาตรการข้างต้น บริษัทฯ ได้เสริมสร้างความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีการกำหนดงบประมาณไว้ทุกปีเพื่อรองรับการดำเนินงานภายใต้แผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP) ในหมวดบัญชี BUSINESS CONTINUTY PLANNING EXPENSE จำนวน 20 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมสำคัญได้อย่างทันท่วงทีในช่วงเกิดเหตุวิกฤต เช่น เหตุอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อสำนักงานหรือระบบงานหลัก อีกทั้ง บริษัทฯ ใช้วิธีการถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) ผ่านการจัดทำประกันภัยคุ้มครองความเสียหายจากอุทกภัย ครอบคลุมอาคารสำนักงานใหญ่และสำนักงานต่าง ๆ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวหลังเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ในด้านการบริหารความเสี่ยงทรัพย์สินรอการขาย (NPA) บริษัทฯ ดำเนินการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเป็นประจำทุกปี และพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงด้านอุทกภัยประกอบการตัดสินใจจำหน่าย เพื่อบริหารพอร์ตสินทรัพย์ให้มีความเสี่ยงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการติดตามและทบทวนความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ (Risk Monitoring & Review) เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) และสนับสนุนการดำเนินงานที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

  • การบริหารความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน 
            ในส่วนของมิติสังคม (Social) โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมิติสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งมีการดำเนินงานโดยยึดหลักการชี้แนะว่าด้วยการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGPs) ด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การเคารพสิทธิมนุษยชน และการเติมเต็มสิทธิมนุษยชน
            บริษัทฯ ยึดมั่นและให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรม โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม คำนึงถึงความเสมอภาคและเท่าเทียมของบุคคล การไม่เลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับหลักการสากลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานและสิทธิมนุษยชน ทั้งด้านการจ้างงาน การจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม การจัดหาสวัสดิการที่เหมาะสม การเคารพความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา และความพิการ รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของประเทศและสากลอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการเคารพและส่งเสริมสิทธิของพนักงานในการเสรีภาพสมาคม (Freedom of Association) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ซึ่งเป็นเวทีหลักในการหารือ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และเจรจาเกี่ยวกับสภาพการทำงานและสวัสดิการของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงบริษัทเคารพและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการเจรจาต่อรองร่วม (Collective Bargaining) ตามที่กฎหมายในประเทศและสากลกำหนด พร้อมดำเนินการสื่อสารภายในองค์กรเพื่อสร้างความเข้าใจแก่บุคลากรทุกระดับ รวมถึงการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่เลือกปฏิบัติในด้านเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และความพิการ โดยมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพในความแตกต่างอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งภายในองค์กรและห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการดูแลและปฏิบัติต่อ “ผู้มีส่วนได้เสีย” การหาแนวทางป้องกันวิธีการจัดการและการกำหนดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังส่งเสริมและคาดหวังให้ผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ คู่ค้า และลูกค้า หลีกเลี่ยงการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนด้วย
     
  • ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กร / แนวทางการบริหารจัดการ  
            ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญ (Salient Human Rights Issues) ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมพนักงาน คู่ค้า ผู้รับจ้าง และชุมชนโดยรอบ โดยอ้างอิงตามหลักการชี้แนะว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) 
            บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียจากทั้งภายในและภายนอก และข้อร้องเรียน/ข้อกังวลต่าง ๆ ที่สำคัญ เพื่อระบุและทบทวนประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม โดยมีการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อระบุและประเมินประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าอย่างครอบคลุม สำหรับผู้มีส่วนได้เสียภายใน บริษัทฯ ได้เชิญผู้แทนจาก 12 ฝ่ายงานหลัก เข้าร่วมการประเมิน ได้แก่  ฝ่ายส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล ฝ่ายบริหารทั่วไป ฝ่ายพัฒนาและปรับปรุงทรัพย์ ฝ่ายกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายพัฒนาระบบสารสนเทศ ฝ่ายประเมินราคา ฝ่ายคดี ฝ่ายบริหารการลงทุน ฝ่ายปฏิบัติการสินทรัพย์และหลักประกัน ฝ่ายบัญชี และฝ่ายบริหารความเสี่ยง
            สำหรับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก บริษัทฯ ได้มีการประกาศนโยบายสิทธิมนุษยชน (Human Rights Policy) ที่สอดคล้องกับหลักการชี้แนะว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) โดยได้มีการสื่อสารความคาดหวังด้านสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยให้คู่ค้าร้อยละ 100 ลงนามรับทราบ จรรยาบรรณสำหรับคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) และได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและ ESG สำหรับคู่ค้าระดับสำคัญ (Critical Tier 1) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้าสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและจรรยาบรรณทางธุรกิจของบริษัทฯ
            ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำบันทึกการประชุมและรายงานประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD) เพื่อบันทึกกระบวนการหารือ ข้อเสนอแนะ และผลการประเมินจากฝ่ายงานที่เกี่ยวข้อง โดยการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD) และผลจากการประเมินได้ถูกนำไปใช้ในการ ปรับปรุงแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงการยกระดับมาตรการด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และกระบวนการจัดการคู่ค้า เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยการประเมินครอบคลุม 6 หัวข้อหลัก ได้แก่ สิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน ห่วงโซ่อุปทาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสิทธิลูกค้า รวมทั้งสิ้น 19 ปัจจัยความเสี่ยง สรุปภาพรวมผลการประเมินความเสี่ยง ดังนี้
ภาพรวมผลการประเมินความเสี่ยง.png
HRD Process.png

        ภาพรวมผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ อยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ มีการบริหารความเสี่ยงด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

  • ประเด็นความเสี่ยงสิทธิมนุษยชนห่วงโซ่อุปทาน / แนวทางการบริหารจัดการ
            บริษัทฯ กำหนดเกณฑ์ในการระบุและประเมินความเสี่ยงคู่ค้า ทั้งความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงด้านสังคม และความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับคู่ค้าและพัฒนา   คู่ค้าของบริษัทฯ โดยจะทำการระบุความเสี่ยง วิเคราะห์ความเสี่ยง จัดลำดับความเสี่ยง โดยการประเมินโอกาสที่อาจเกิดเหตุการณ์ (Likelihood) และผลกระทบ (Impact)
            บริษัทฯ ระบุความเสี่ยงของคู่ค้า โดยคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยง อ้างอิงจากข้อมูลการประเมินตนเองของคู่ค้า (Self-Assessment) ซึ่งมีปัจจัยความเสี่ยงทั้งหมด 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน  ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกฎหมายและข้อกำหนด 
            บริษัทฯ ทำการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าทั้งหมด 9 ประเภทธุรกิจ จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินความเสี่ยง 22 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.8 ของคู่ค้าทั้งหมด พบว่าส่วนใหญ่มีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหากค่าระดับความเสี่ยงอยู่ระดับ “สูง” หรือ “สูงมาก” ต้องพิจารณาจัดทำ Mitigation Plan พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนเพื่อลดระดับความเสี่ยง
     
  • กระบวนการเยียวยา (กรณีมีข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น)
            บริษัทฯ มีการตรวจสอบและเฝ้าระวังประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ซึ่งหากพบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน บริษัทฯ มีช่องทางการร้องเรียน/แจ้งเบาะแส สำหรับผู้ที่พบเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานการจัดการเรื่องร้องเรียน/แจ้งเบาะแสที่บริษัทฯ กำหนดซึ่งได้เผยแพร่ใน Bamnet.com รวมถึงมีมาตรการเยียวยา ดังนี้
            1)    ผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของบริษัทหรือพนักงาน บริษัทจะพิจารณาบรรเทาความเดือดร้อน หรือความเสียหาย หรือการชดเชย ที่เหมาะสมและเป็นธรรมจากบริษัทภายใต้กลไกการบริหารงานและข้อกำหนดของกฎหมาย โดยพิจารณาถึงระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นรายกรณี รวมทั้งกำหนดมาตรการ ระบบและวิธีการที่ชัดเจนในการแก้ไขหรือป้องกันการเกิดซ้ำในอนาคต
            2)    บริษัทอาจพิจารณาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากข้อร้องเรียนและการแจ้งเบาะแสได้หลายวิธีทั้งในรูปแบบทางการเงินและมิใช่การเงิน เช่น เยียวยาทางกายภาพ เยียวยาทางจิตใจ คำขอโทษ การนำกลับสู่สถานะเดิม การฟื้นฟู การชดเชยทางการเงินหรือทางอื่นที่ไม่ใช่เงิน เป็นต้น
     
  • การดำเนินงานเพื่อป้องกันและลดผลกระทบ
            บริษัทฯ ดำเนินมาตรการเพื่อยุติ ป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิมนุษยชน ทั้งในระดับองค์กรและคู่ค้า
     
  • กลไกการประเมินประสิทธิผลเปรียบเทียบระหว่างผลการดำเนินงาน และเป้าหมายการดำเนินงาน
            บริษัทฯ มีการประเมินประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อวัดประสิทธิผลของเป้าหมายการดำเนินงานและผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ตัวชี้วัดที่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ ผลการประเมินจะถูกนำเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในแต่ละชุดรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาและกำหนดแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ การรายงานผลการประเมินยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี และช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยสอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
     

        บริษัทฯ มีการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management : ERM) ที่ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรโดยเชื่อมโยงกระบวนการเข้ากับแผนกลยุทธ์ประจำปี เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้บูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG Integration)  เพื่อสร้างความสอดคล้องในการบริหารและจัดการความเสี่ยงในทุกมิติ โดยมีกระบวนการบริหารความเสี่ยงประกอบด้วยการระบุความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง การติดตามและควบคุมความเสี่ยง และการรายงานความเสี่ยง โดยกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite Statement : RAS) เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยผู้บริหารและพนักงานทุกระดับต้องเข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยง รวมถึงมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้บรรลุกลยุทธ์และเป้าหมาย โดยมีการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และกำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators : KRI) ที่สำคัญขององค์กร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินสถานะความเสี่ยง โดยเหตุการณ์ความเสี่ยงที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับสูง/สูงมาก จะมีการกำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (KRI) และกำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite : RA) และความเบี่ยงเบนของความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance : RT)  เพื่อใช้ในการติดตาม ควบคุม และรายงานผลการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่

  1. KRI ระดับองค์กร ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินสถานะความเสี่ยง เทียบกับ RA / RT เป็นรายเดือน และรายงานดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (KRI) ดังกล่าวต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
  2. KRI ระดับเฝ้าระวัง ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินสถานะความเสี่ยง เทียบกับ RA / RT รายไตรมาส และรายงานดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (KRI) ดังกล่าวต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นรายไตรมาส

        ฝ่ายบริหารความเสี่ยง และ ฝ่ายส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG) ในแผนยุทธศาสตร์องค์กรโดยบูรณาการการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืนเข้าไปตั้งแต่การกำหนดพันธกิจและกลยุทธ์องค์กร รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงและประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (Sustainability Risk and Materiality Analysis) มาประกอบการจัดการความเสี่ยงในระดับต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญ

  • วัฒนธรรมความเสี่ยง ( Risk Culture )
            บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง (Risk Culture) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับพนักงานทุกระดับ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ความร่วมมือที่ดียิ่งขึ้นในการทำงานระหว่างฝ่ายงานต่าง ๆ กับการบริหารความเสี่ยง เพื่อร่วมกันประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนแรกในกระบวนการทำงานของแต่ละงาน เช่น การประเมินผลการควบคุมภายใน (Control Self-Assessment : CSA) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอันเป็นพื้นฐานที่จะก่อให้เกิดผลการดำเนินงานที่ดีเพื่อการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ อย่างยั่งยืน โดยได้สนับสนุนให้มีกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
         1.    ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญและเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
         2.    ผู้บริหารประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการบริหารความเสี่ยง
         3.    มีการส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักการ วิธีการ เหตุผล และการนำไปใช้ในทางปฏิบัติของการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งปลูกฝังไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าไม่ควรมีความเสี่ยง แต่ต้องเข้าใจและบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 
         4.    มีการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมและชัดเจน
         5.    มีการจัดโครงสร้างองค์กรให้เอื้ออำนวยต่อการบริหารความเสี่ยงที่ดี
         6.    มีการควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ภายใต้ Risk Appetite อย่างเคร่งครัด
         7.    มีความโปร่งใสในการดำเนินการหรือตัดสินใจในเรื่องความเสี่ยง
         8.    คำนึงถึงทัศนคติและพฤติกรรมของการบริหารความเสี่ยงที่ดี ในกระบวนการจัดหาประเมินปรับเปลี่ยนตำแหน่งของพนักงาน
         9.    มีการกำหนดตัวชี้วัดด้านความเสี่ยงให้เป็นเป้าหมายสำหรับ Risk Owner ตามความเหมาะสม
            ทั้งนี้ บริษัทฯ จัดให้มีการสื่อสารและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงและการกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
     
  • การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมภายใน (Control Self-Assessment: CSA) 
            บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของแต่ละหน่วยงาน โดยผ่านระบบการประเมินการควบคุมภายใน (CSA) ที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานมีการประเมินผลฯ ตามธุรกรรมสำคัญ ของหน่วยงาน แบ่งเป็นหน่วยงานของสำนักงานใหญ่จำนวน 42 ฝ่ายงาน และของสำนักงานสาขา จำนวน 24 สำนักงาน รวมทั้งสิ้น 66 หน่วยงาน ซึ่งผลการประเมินการควบคุมภายใน (CSA) ในการประเมิน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบ (Corruption) ซึ่งครอบคลุมการติดสินบนทุกรูปแบบปรากฏว่า มีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ หรือ “ความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญ” ซึ่งหากค่าระดับความเสี่ยงอยู่ระดับ “สูง” หรือ “สูงมาก” ต้องพิจารณาจัดทำ Mitigation Plan พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนเพื่อลดระดับความเสี่ยง
     
  • การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) 
            บริษัทฯ มีกระบวนการและแนวทางปฏิบัติในการรองรับต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ โดยได้กำหนดให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ที่อาจทำให้องค์กรไม่บรรลุผลสำเร็จ โดยมอบหมายให้ผู้บริหารทุกระดับดำเนินการบริหารความเสี่ยงใน Risk Area ที่รับผิดชอบผ่านการพิจารณาของคณะผู้บริหารระดับสูง โดยมีคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง (Risk Oversight Committee) ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท ทำหน้าที่กำกับดูแลความเสี่ยงในภาพรวม และมีการสอบทานโดยฝ่ายตรวจสอบภายในซึ่งจะรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
            บริษัทฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกระบวนการธุรกรรมหลักที่เกี่ยวข้องของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าในกรณีที่มีเหตุการณ์ ที่ทำให้การปฏิบัติงานตามปกติต้องหยุดชะงัก ธุรกรรมงานที่สำคัญจะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องหรือกลับมาดำเนินการได้ในเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ ในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจมีการจัดทำแผนฉุกเฉินครอบคลุมด้านต่าง ๆ เป็นลายลักษณ์อักษรและมีคำอธิบายอย่างชัดเจน อาทิ คู่มือแผนรองรับการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) แผนรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Disaster Recovery Plan: IT DRP) แผนปฏิบัติกรณีเกิดเหตุการณ์ละเมิดความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Cyber Resilience Plan) และ คู่มือการตอบรับเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Incident Response Plan) ซึ่งจะนำมาใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เหตุการณ์ และ/หรือ วิกฤตการณ์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ โดยทั่วไปแผนรองรับการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) จะครอบคลุมถึงเรื่องบุคลากร ทรัพยากร การบริการลูกค้า ตลอดจนการดำเนินการที่จำเป็นต่อกระบวนการทำงาน และจะทำการทบทวนและปรับปรุงคู่มือแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและการทดสอบแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) และแผนรองรับเหตุฉุกเฉินด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (DRP) รวมถึงการทดสอบ Call Tree ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมต่อการรับมือในทุกสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบและชัดเจน รวมถึงช่วยลดผลกระทบที่อาจจะขยายขึ้นในวงกว้าง ช่วยให้ธุรกิจสามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติหรือได้รับการฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด
     
  • การบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Risk)
            มิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance) บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนของคู่ค้ารายสำคัญ จำนวน 22 บริษัท ผลการประเมินความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ จะเห็นว่าคู่ค้ารายสำคัญของบริษัทฯ นั้นให้ความสำคัญกับ ESG ส่งผลให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพภายใต้หลักการความยั่งยืนเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้าไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนขององค์กร โดยมีการติดตามและรายงานผลการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและโปร่งใส ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการทบทวนแนวปฏิบัติในการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก (Outsourcing Guidelines) ให้สอดคล้องกับประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.33/2567 เรื่อง หลักเกณฑ์ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องถือปฏิบัติ เพื่อให้บริษัทฯ มีกระบวนการในการควบคุมดูแลการใช้บริการจาก    ผู้ให้บริการภายนอกที่มีประสิทธิภาพ
     
  • การบริหารความเสี่ยงคู่ค้า 
            บริษัทฯ เผยแพร่ “จรรยาบรรณคู่ค้า นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน” ให้กับคู่ค้า ลงนามรับทราบและประเมินตนเอง Self-Assessment ด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อรับทราบและถือปฏิบัติ โดยการประเมินบริษัทคู่ค้ารายสำคัญ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน) ซึ่งเกณฑ์การประเมิน HRDD ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงแล้ว ผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของ BAM ที่ส่งเสริมการไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการสร้างความตระหนักและความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และสังคม อย่างต่อเนื่อง

        บริษัทฯ ดำเนินการทบทวนประเด็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ผ่านมุมมองด้านภาวะเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และกฎหมาย โดยมีการประเมินความเสี่ยงเป็นประจำ เพื่อระบุความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท สำหรับการวิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและที่อาจเกิดใหม่ (Emerging Risk) ในอนาคต เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงเหล่านั้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถของบริษัททั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ในการดำเนินธุรกิจให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมทั้งกำหนดมาตรฐานและแนวทางในการจัดการและตอบสนองต่อความเสี่ยงได้ทันท่วงที รวมทั้งการบรรเทาผลกระทบเพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ระบุความเสี่ยงที่เกิดใหม่ พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจ ดังนี้

  1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Risks)

            ปัจจุบัน บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Risks) ซึ่งรวมถึงภาวะโลกรวน (Climate Volatility) และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น วาตภัยระดับรุนแรง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea Level Rise) และอุทกภัยขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ปรากฏการณ์การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และการล่มสลายของระบบนิเวศ (Ecosystem Collapse) ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังส่งผลให้ศักยภาพของระบบนิเวศในการรองรับภัยธรรมชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผลกระทบจากความเสี่ยงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นโดยตรงต่อทรัพย์สินของบริษัท การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม บริษัทฯ จึงได้ศึกษาและหาแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง 2 ประเภท ตามข้อเสนอแนะการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Recommendations) คือ
            1.1     ความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical risk) คือ ความเสี่ยงที่เป็นผลมาจากภัยพิบัติด้านภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติที่เกิดแบบฉับพลัน (Acute Risk) เช่น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันทันใดและมีความรุนแรง เช่น พายุไซโคลน (Cyclones) ไต้ฝุ่น (Typhoon) น้ำท่วม (Floods) และภัยแล้ง (Drought) เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีความถี่รุนแรงมากขึ้น
            ผลกระทบ
                      การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และ สำนักงานของบริษัทฯ เช่น ความเสียหายต่อโครงสร้างอาคาร น้ำท่วม พายุ และเหตุขัดข้องด้านสาธารณูปโภค ซึ่งอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักของการดำเนินงานในบางพื้นที่ รวมถึงมีผลต่อความต่อเนื่องของบริการแก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ อุทกภัยและภัยพิบัติอื่น ๆ ที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะลูกหนี้ของบริษัทฯ ซึ่งอาจประสบปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ลดลง อันนำไปสู่ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) และการชำระหนี้คืนในอนาคต
            แนวทางในการบรรเทาผลกระทบ
                      การประเมินได้ทำให้เห็นว่าความเสี่ยงจากผลกระทบทางกายภาพแบบฉับพลัน (Acute Physical Risk) โดยเฉพาะจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมใหญ่และลมพายุ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางกายภาพหลักที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มีผลต่อความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk) เนื่องจากผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นต่อระบบ ข้อมูล และการให้บริการแก่ลูกค้า อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการกำหนดคู่มือแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) และแผนบริหารเหตุฉุกเฉินหรือเหตุการณ์วิกฤต (Emergency and Crisis Management Plan) ครอบคลุมทั้งกรณีเกิดเหตุการณ์ที่อาคารสำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขา เพื่อเป็นกลไกรับมือความเสี่ยงดังกล่าวในเบื้องต้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการทบทวนคู่มือดังกล่าวให้เป็นปัจจุบัน และใช้การบริหารความเสี่ยงโดยการโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) ผ่านการจัดทำประกันภัยคุ้มครองความเสียหายจากอุทกภัย ครอบคลุมอาคารสำนักงานใหญ่และสำนักงานต่าง ๆ นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดทำการประเมินเพื่อระบุปริมาณความเสียหาย รายงานผ่านระบบ Loss Data ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาวิธีการประเมินความเสี่ยงอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกรอบการบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น
            1.2     ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านต่อระบบเศรษฐกิจ (Transition Risks) เพื่อปรับตัวเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงด้านนโยบายและกฎหมาย (Policy and Legal Risks) ที่เป็นผลมาจากหน่วยงานภาครัฐฯ ที่มีการกำหนดนโยบาย มาตรการ และกรอบกฎเกณฑ์ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ เช่น พระราชบัญญัติ การผลักดันการเปลี่ยนผ่าน สู่เป้าหมาย Net Zero (Transition Risk) อันส่งผลต่อ กฎระเบียบของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) รวมถึงความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) ที่ปรับเปลี่ยนไปความต้องการของตลาดและลูกค้าที่เป็นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านนี้อาจนำไปสู่ภาพการดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อทัศนคติผู้บริโภคซึ่งอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับบริษัทเช่นเดียวกัน
            ผลกระทบ
                      •    แนวโน้มกฎระเบียบของภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น มาตรการภาษีคาร์บอนหรือข้อกำหนดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง
                      •    การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า การปรับปรุงคุณภาพแบตเตอรี่  ตลอดจนการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิล ส่งผลให้เกิดต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่สูง 
                      •    ในปัจจุบันและในอนาคตผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากบริษัทที่ไม่ปรับตัวในการดำเนินธุรกิจอาจได้รับผลกระทบ เมื่อผู้บริโภคนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำหรับการเลือกใช้บริการและซื้อสินทรัพย์ของบริษัท
                      •    ธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจได้รับแรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ลูกค้าหรือชุมชนที่มีส่วนร่วมหรือได้รับผลกระทบจากทรัพย์ขององค์กร ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงขององค์กร
            แนวทางในการบรรเทาผลกระทบ
                      •    บริษัทฯ มีคำสั่งที่ 028/2568 ลงวันที่ 22 เมษายน 2568 แต่งตั้งคณะทำงานด้านการจัดการ พลังงานและสิ่งแวดล้อมอาคารสำนักงาน ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 เพื่อให้การดำเนินการด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมของบริษัทเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมถึงกลยุทธ์และแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว เช่น โครงการ Go Green Together ที่ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop และสนับสนุนการเปลี่ยนยานยนต์เชื้อเพลิงมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นต้น
                      •    บริษัทฯ มีการเจรจากับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อทำเรื่องขยายระยะเวลาผ่อนชำระและลดจำนวนเงินผ่อนชำระ โดยการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่
                      •    ในปัจจุบันบริษัทฯ ได้มุ่งเน้นกระบวนการ Due Diligence เพื่อคัดกรองทรัพย์ที่จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนตัดสินใจซื้อ ตลอดจนมีแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงทรัพย์สินรอการขายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  2. การมีจำนวนแรงงานที่มีทักษะสำคัญน้อยลง (Lower availability of workers with key skills)
            ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจทำให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะสูงขึ้น เช่น ด้านดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารจัดการสินทรัพย์เชิงซับซ้อน แต่ปัจจุบันตลาดแรงงานไทยยังมีจำนวนบุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างความต้องการและอุปทานแรงงาน บริษัทฯ จึงได้ศึกษาและประเมินความเสี่ยงจากการมีจำนวนแรงงานที่มีทักษะสำคัญน้อยลง ดังนี้
            •    การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและการเกษียณอายุของบุคลากรที่มีประสบการณ์ อาจก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ทำให้ขาดบุคลากรที่มีทักษะสำคัญ ส่งผลให้การดำเนินงานติดขัด
            •    ต้นทุนบุคลากรสูงขึ้น รวมถึงการจัดจ้างพนักงานสัญญาจ้าง (Outsource) เพราะต้องแข่งขันดึงดูดแรงงานที่มีทักษะ
            แนวทางในการบรรเทาผลกระทบ
                      •    บริษัทดำเนินการ วิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการทักษะในอนาคต ให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ พร้อมทบทวนและปรับปรุงแผนรองรับเหตุการณ์อย่างครอบคลุม โดยเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงจากการขาดบุคลากรที่มีทักษะสำคัญ ผ่านการจัดโปรแกรมฝึกอบรมทักษะเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและประเมินผลโครงการผ่านบทเรียนออนไลน์และแบบสำรวจ รวมถึงรายงานความเสี่ยงต่อผู้บริหารเป็นระยะ โดยใช้ตัวชี้วัด เช่น Training Completion Rate
                      •    บริษัทมีการทบทวนและปรับปรุงแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Plan) สำหรับบทบาทสำคัญ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ให้รองรับความเสี่ยงดังกล่าว พร้อมนำเสนอผลต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
                      •    บริษัทมีการสร้างแรงจูงใจและรักษาบุคลากรสำคัญผ่านมาตรการ เช่น โบนัส และเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) 
                      •    บริษัทจัดทำแผนในการว่าจ้าง เช่น การสรรหาพนักงานสัญญาจ้าง (Outsource) หรือ ที่ปรึกษา (Consultant) เพื่อรองรับงานเร่งด่วนหรือปริมาณงานสูงที่ต้องการทักษะเฉพาะทาง และช่วยให้กระบวนการดำเนินงานสำคัญไม่หยุดชะงัก
     
  3. ความเสี่ยงด้านวิกฤตหนี้ (Debt Crisis Risk)
            ในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง ความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ความเสี่ยงนี้เกิดจากการสะสมหนี้จำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับปัจจัยที่ลดทอนความสามารถในการชำระหนี้อย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทุและลุกลามเป็นวิกฤตในวงกว้าง สาเหตุของสถานการณ์ดังกล่าวมีหลายประการ เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยืดเยื้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่จำกัด การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง นอกจากนี้ เหตุการณ์รุนแรงอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หนี้ภาคครัวเรือนสูง ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลลัพธ์ของวิกฤตหนี้เหล่านี้อาจทำให้มูลค่าหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อการจัดการสินทรัพย์ของบริษัทและคุณภาพสินเชื่อโดยรวม ซึ่งหากไม่ได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม อาจกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว
            ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
            ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้สามารถส่งผลกระทบต่อบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันตามปัจจัยแวดล้อมและความเชื่อมโยงกับแหล่งที่เกิดวิกฤต ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่หนี้สาธารณะของหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เติบโตจำกัด รวมถึงภาระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว ความเสี่ยงนี้จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอาจกระทบต่อ BAM ในหลายมิติ ดังนี้
            •    ความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ทำให้การวางแผนทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น
            •    ความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งอาจกระทบต่อการระดมทุนและความมั่นคงทางการเงิน
            •    ผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการดำเนินงานในระยะยาว หากสถานการณ์วิกฤตหนี้ลุกลามและไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
            แนวทางในการบรรเทาความเสี่ยง
            บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ โดยดำเนินมาตรการมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งของการบริหารสินทรัพย์และสภาพคล่อง รวมถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ดังนี้
            •    การติดตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค อัตราดอกเบี้ย และตลาดการเงิน เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและจัดทำแผนบริหารจัดการล่วงหน้า
            •    การบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการให้ความสำคัญในการซื้อสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงโดยการดำเนินงานร่วมกับบริษัทร่วมทุน (Joint Ventures : JV) 
            •    การเสริมสภาพคล่องและบริหารเงินทุนอย่างรัดกุม โดยการบริหารกระแสเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับสภาวะความไม่แน่นอนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินขององค์กรในระยะยาว
            •    การบริหารจัดการหนี้แบบยั่งยืน โดยการสร้างโรงงานแก้หนี้ (TDR Factory) เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างหนี้ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และระบบ Automation ในการสร้างเงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะตัวที่รัดกุม ตรงจุด และรวดเร็ว พร้อมจับมือพันธมิตรตั้ง FA Center ดูแลลูกหนี้คืนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ
     

กิจกรรม / โครงการสำคัญ

การสร้างวัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

        เพื่อเป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยง บริษัทฯ ได้จัดอบรมหรือเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงให้แก่บุคลากรทุกระดับ ได้แก่ กรรมการ ผู้บริหารระดับสูง และพนักงาน ดังนี้

  • บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดอบรมให้แก่คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง โดยเชิญวิทยากรภายนอกจากสำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) หัวข้อ “ภาวะผู้นำด้านการกำกับดูแลและการต่อต้านการคอร์รัปชันเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน (Governance & Anti-Corruption Leadership for Sustainable Growth) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าเป็นแนวร่วมต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ
  • บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดอบรมโดยวิทยากรจากภายนอกภายใต้ หัวข้อ “การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การสร้างความยั่งยืนองค์กร (Sustainable Development)” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 โดยจัดอบรมระดับผู้บริหารระดับสูงและพนักงานทุกระดับ ในรูปแบบ Online ผ่านช่องทาง Microsoft Teams เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน BAM ทุกระดับมีความรู้ความเข้าใจ ในความเสี่ยงด้านความยั่งยืน “ESG Risk” อีกทั้งตระหนักถึงความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นการวางแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้จริงและมีความชัดเจน
  • บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดงาน “BAM & Friends Day” มิตรภาพที่ดีเติบโตไปด้วยกัน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ซึ่งในกิจกรรมดังกล่าว แสดงการสื่อสารให้ผู้บริหารและพนักงานทั้งองค์กรได้รับความรู้ความเข้าใจและเห็นความสำคัญของ ESG ผ่านแนวคิดการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน Sustainable Business 
large_การอบรมการบริหารความเสี่ยง.png

แนวทางสำหรับปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคต

future-direction_hero-banner_2.4-1_desktop(11).png

        จากบริบทการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลก เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและมาตรฐานสากลเป็นแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
        บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคตเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทธุรกิจและข้อกำหนดด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Recommendations) และแนวนโยบายของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการเปิดเผยข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐาน IFRS Sustainability Disclosure Standards (ISSB Standards) และการเปลี่ยนผ่านจากการประเมิน SET ESG Ratings สู่ FTSE Russell ESG Scores เพื่อยกระดับคุณภาพข้อมูลและกระบวนการบริหารจัดการก่อนการประเมินจริงในปี 2569
        ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะและการรีไซเคิล ตลอดจนมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในสำนักงานและสาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรมด้าน ESG การจัดการความเสี่ยง และมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มความพร้อมขององค์กรในการรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับระบบบริหารความเสี่ยง การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว