จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในปี 2568 บริษัทฯ พบว่ามีปัจจัยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานและทรัพย์สิน บริษัทฯจึงได้ดำเนินการประเมินโอกาสที่จะเกิดและผลกระทบที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศด้านสิ่งแวดล้อม (Climate Change) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านกลยุทธ์ ด้านการดำเนินงาน ด้านผลประกอบการ พร้อมทั้งจัดทำแบบสำรวจการเกิดภัยธรรมชาติ ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมสำนักงาน/สาขา (ตาราง-สรุปข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายจากความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบทางลบต่อสำนักงาน/สาขา และลูกค้าของบริษัท เช่น จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า ซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนส่งผลมาถึงประเทศไทย อาจทำให้ธุรกิจในบางพื้นที่หยุดชะงักหรือไม่สามารถดำเนินการได้ชั่วคราว เพื่อดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารและทรัพย์สินก่อนการกลับมาดำเนินงานตามปกติ ความเสียหายของข้อมูลและทรัพย์สิน ที่อาจส่งผลให้เกิดการด้อยค่าของทรัพย์สิน เป็นต้น โดยบริษัทฯ ได้นำข้อมูลผลการสำรวจการเกิดภัยธรรมชาติมาใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk Assessment) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินธุรกิจในอนาคต เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อบริษัทฯ และลูกค้าของบริษัทฯ ให้สามารถปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น บริษัทฯ จึงทำการวิเคราะห์ประเมินโอกาสที่จะเกิดและผลกระทบที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศตามข้อเสนอแนะในการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Recommendations) เพื่อประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ ดังนี้
- การประเมินความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Physical Risks)
บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะสั้นและระยะยาว โดยจำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงทางกายภาพแบบฉับพลัน (Acute Risk) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันทันใดและมีความรุนแรง เช่น พายุไซโคลน (Cyclones) ไต้ฝุ่น (Typhoon) น้ำท่วม (Floods) และภัยแล้ง (Drought) เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีความถี่รุนแรงมากขึ้น อีกแบบคือ ความเสี่ยงทางกายภาพแบบเรื้อรัง (Chronic Risk) เป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสะสมและใช้ระยะเวลายาวนาน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea level rise) การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก (Rise in global average temperature) และความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน (Precipitation variability) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งด้านกลยุทธ์ ด้านการดำเนินงาน ด้านผลประกอบการ ซึ่งผลการประเมินความเสี่ยงภาพรวมอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ สะท้อนถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการและรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Efficient Resource Utilization) และการดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี จากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างค่อนข้างมาก แนวโน้มระดับการประเมินความเสี่ยงอาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
ตารางสรุปข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายจากความเสี่ยง
ในการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อสำนักงานของบริษัทฯ - การประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบ (Transition Risks)
บริษัทฯ ได้วิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศโดยยังมุ่งเน้นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านต่อระบบเศรษฐกิจ (Transition Risks) เพื่อปรับตัวเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านนโยบายและกฎหมาย (Policy and Legal Risks) ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk) ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) จากการประเมิน พบว่า กฎเกณฑ์และนโยบายของทางการ เป็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านที่มีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ ซึ่งผลการประเมินความเสี่ยงภาพรวมอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ โดยบริษัทฯ ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น มาตรการการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ของประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าว - การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Risk)
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น คลื่นความร้อน (Extreme heat) น้ำท่วม (Flood) และภัยแล้ง (Drought) ที่รุนแรงและมีอัตราการเกิดบ่อยครั้งขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง จึงนำมาซึ่งการตั้งเป้าหมายร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยรัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายในการเป็นประเทศที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งเป็นการเร่งเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) และสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ส่งผลให้มีการออกนโยบาย และการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมยังส่งผลทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างให้ความสำคัญ ต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact)
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจและกิจกรรมสำคัญของบริษัทฯ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน และความปลอดภัยของพนักงาน หากบริษัทฯ ไม่มีการปรับตัวและเตรียมการรับมือไว้อย่างเพียงพอ
- ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจเพิ่มสูงขึ้นจากความพยายามในการลดการปล่อยมลพิษ และต้นทุนคาร์บอนเครดิต เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบเหล่านี้ยังส่งผลต่อความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำมากยิ่งขึ้น
บริษัทฯ มีการติดตามเรื่องการจัดการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานขององค์กรให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนส่งเสริมนโยบายของประเทศในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ โดยมีการจัดการด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การติดตั้งระบบเซลล์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การเลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในมิติกลยุทธ์ การดำเนินงาน และผลประกอบการ จึงได้กำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk Management Process) ให้มีการดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ขั้นตอน และวิธีการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตั้งแต่การระบุเหตุการณ์ การประเมินความเสี่ยง การตอบสนองหรือการจัดการความเสี่ยง และการติดตามและประเมินผล โดยสอดคล้องกับข้อเสนอแนะการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Recommendations) เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความโปร่งใสและสามารถสะท้อนความพร้อมของบริษัทฯ ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ครอบคลุมขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
(1) การระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risks Identification)
บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risks) ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) โดยครอบคลุมทั้งการดำเนินงานที่มีอยู่เดิมและกิจกรรมใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
สำหรับความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) บริษัทฯ ได้ศึกษาข้อมูลและคัดกรองภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ และระบุภัยธรรมชาติที่สำคัญ 8 ประเภท (อ้างอิงจากกรมอุตุนิยมวิทยา) ได้แก่ พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclones), แผ่นดินไหว (Earthquakes), อุทกภัย (Floods), วาตภัย (Storms), แผ่นดินถล่ม (Landslides), คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surges), ไฟป่า (Fires) และภัยแล้ง (Droughts) ภัยเหล่านี้ถูกนำมารวมในการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพเบื้องต้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลต่ออาคารสำนักงาน สาขา และทรัพย์สินรอการขายของบริษัทฯ
ในส่วนของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) บริษัทฯ ได้ประเมินปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(2) การประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk Assessment)
หลังจากระบุเหตุการณ์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศแล้ว บริษัทฯ ได้จัดลำดับความสำคัญโดยใช้ ตารางวัดระดับความเสี่ยง (Risk Matrix) เพื่อประเมินทั้งผลกระทบ (Impact) และ โอกาสที่อาจจะเกิดขึ้น (Likelihood) ซึ่งตารางนี้ช่วยให้บริษัทฯ สามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสที่ระบุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนากลยุทธ์การบรรเทาความเสี่ยงและปรับตัวตามความน่าจะเป็นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กระบวนการประเมินความเสี่ยงนี้ดำเนินการโดยได้รับข้อมูลจากผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กร เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบคอบและสอดคล้องกับเป้าหมายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ
ตารางวัดระดับความเสี่ยง (Risk Matrix)(3) การจัดการและติดตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Managing and Monitoring Climate-related Risks)
เมื่อบริษัทฯ สามารถระบุเหตุการณ์ความเสี่ยง สาเหตุของความเสี่ยง และประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แล้ว (Risk Appetite Assessment) บริษัทฯ จะจัดทำขั้นตอนและกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการจัดการความเสี่ยง (Risk Management Measures) ที่เหมาะสม ได้แก่ การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance) การลดหรือควบคุมความเสี่ยง (Risk Reduction / Risk Control) การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) และการถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) ทั้งนี้ บริษัทฯ จะพิจารณาความเป็นไปได้และต้นทุนของแต่ละทางเลือกอย่างรอบคอบผ่านการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost–Benefit Analysis) เพื่อให้การตัดสินใจดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ รวมทั้งมีการติดตาม ประเมินผล และทบทวนมาตรการจัดการความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ (Risk Monitoring and Review) เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กรมีความเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 โดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านนโยบายสำนักงานสีเขียว (Green Office) และกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน บริษัทฯ จัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานที่รับผิดชอบในทุกระดับ เพื่อกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ
นอกจากมาตรการข้างต้น บริษัทฯ ได้เสริมสร้างความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีการกำหนดงบประมาณไว้ทุกปีเพื่อรองรับการดำเนินงานภายใต้แผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP) ในหมวดบัญชี BUSINESS CONTINUTY PLANNING EXPENSE จำนวน 20 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมสำคัญได้อย่างทันท่วงทีในช่วงเกิดเหตุวิกฤต เช่น เหตุอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อสำนักงานหรือระบบงานหลัก อีกทั้ง บริษัทฯ ใช้วิธีการถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) ผ่านการจัดทำประกันภัยคุ้มครองความเสียหายจากอุทกภัย ครอบคลุมอาคารสำนักงานใหญ่และสำนักงานต่าง ๆ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวหลังเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ในด้านการบริหารความเสี่ยงทรัพย์สินรอการขาย (NPA) บริษัทฯ ดำเนินการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเป็นประจำทุกปี และพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงด้านอุทกภัยประกอบการตัดสินใจจำหน่าย เพื่อบริหารพอร์ตสินทรัพย์ให้มีความเสี่ยงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการติดตามและทบทวนความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ (Risk Monitoring & Review) เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) และสนับสนุนการดำเนินงานที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว