เมื่อ “ทรัพย์มหาชน” กลายเป็น Investment of Choice ของคนตัวเล็ก โดย ดร.รักษ์ CEO BAM

8 เมษายน 2569
เมื่อ “ทรัพย์มหาชน” กลายเป็น Investment of Choice ของคนตัวเล็ก โดย ดร.รักษ์ CEO BAM
Article image

คิดถึงบ้าน คิดถึง BAM : เมื่อ “ทรัพย์มหาชน” กลายเป็น Investment of Choice ของคนตัวเล็ก

ในวันที่โลกการเงินแกว่งตัวแรง หุ้นขึ้นลงเร็วราวรถไฟเหาะ ราคาทองคำพุ่งไกลเกินเอื้อม วิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ทำทั่วโลกปั่นป่วน...คำถามว่า  คนทำงานเงินเดือน คนค้าขาย หรือคนที่มีอาชีพอิสระไม่มีเงินสลิปเงินเดือน อยู่นอกสายตาของระบบธนาคารพาณิชย์ “ถ้าอยากมีบ้าน อยากลงทุนให้เงินงอกเงย โดยไม่ต้องเสี่ยงมาก เราควรเริ่มจากตรงไหน” คำตอบ อาจไม่ใช่ผลิตภัณฑ์การเงินซับซ้อน ไม่ใช่สูตรลับจากกูรู แต่เป็นภูมิปัญญาที่คนไทยคุ้นเคยมาตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า ที่บอกว่า  “มีเงิน…ซื้อทอง กับซื้อที่

ผมอยากจะชวนคิดว่า ถ้า “ที่” ไม่ได้หมายถึงที่ดินเปล่าเสมอไป แต่คือบ้าน ทาวน์เฮาส์ คอนโด และถ้าทรัพย์เหล่านั้น ไม่ได้เป็นของคนรวยเท่านั้น แต่เป็น “ทรัพย์มหาชน” ที่คนตัวเล็กเข้าถึงได้ บทบาทของ BAM จะเปลี่ยนไปอย่างไร

คิดถึงบ้าน…คิดถึง BAM

ภาพจำของ BAM ในอดีต อาจเป็นบริษัทดูแลจัดการหนี้เสีย หรือทรัพย์รอการขายของระบบธนาคาร แต่ในมุมของผมอยากถูกจดจำใหม่ว่า“คิดถึงบ้าน คิดถึง BAM” ไม่ใช่แค่บ้านในเชิงกายภาพ แต่คือ ความมั่นคงของชีวิต เพราะภารกิจของ BAM แต่คือการทำให้ “คนตัวเล็กมีโอกาสลงทุน”

ในปี 2569 BAM ขยับกรอบราคาทรัพย์มหาชน จากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท “เปิดประตูโอกาส” ให้กับคนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้มีรายได้ประจำไปจนถึงข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานภาคเอกชน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง และต่อยอดสู่ความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องเผชิญความผันผวนแบบการลงทุนในหุ้น ไม่ต้องลุ้นราคาทองคำ และไม่ต้องรับความเสี่ยงสูง แต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสม พร้อมกันนี้ BAM ยังเพิ่มจำนวนทรัพย์ในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งย่านศูนย์กลางธุรกิจและหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต

Investment of Choice : “ที่” ในความหมายใหม่

แนวคิดของ BAM ชัดเจนมาก คือการลงทุนที่ “เลือกได้” และ “เลือกแล้วสบายใจ” คำว่า “ที่” ไม่ได้หมายถึงแค่ที่ดิน แต่รวมถึงทาวน์โฮม ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดฯ จุดต่างคือ เป็นทรัพย์ที่มาพร้อมรายได้  มีผู้เช่าอยู่แล้ว ตัวอย่างง่าย ๆ ซื้อคอนโดราคาประมาณ 1 ล้านบาท ในขณะที่ราคาตลาด 1.8–2 ล้านบาท มีสัญญาเช่า 1 ปี ผู้เช่าช่วยจ่ายค่าเช่าราว 8,000 บาท จากยอดจ่ายค่างวด 15,000 บาท ไม่ต้องลุ้นปล่อยเช่า เพราะมีการันตีด้วยเครือข่ายเอเจนต์และโบรกเกอร์ที่มั่นใจได้ ที่ทุกยูนิตมีผู้เช่าแน่นอน การลงทุนในทรัพย์ NPA ของ BAM จึงไม่ใช่เรื่อง “ดวง” แต่คำนวณได้จริง  “3 ต่อ”

  • ต่อแรก : ซื้อได้ต่ำกว่าราคาประเมิน 10–16%

  • ต่อที่สอง :  มูลค่าเพิ่มเฉลี่ยปีละ 3–5%

  • ต่อที่สาม : ผลตอบแทนค่าเช่าเฉลี่ย 7–8% ต่อปี

รวมผลตอบแทนเฉลี่ยราว 20–29% และถือครองประมาณ 3 ปี มีโอกาสเกิด Capital Gain ไม่ต่ำกว่า 27% สามารถที่จะขายทำกำไรได้อีกต่อ  เป็นการลงทุนในทรัพย์จริง รายได้จริง และจับต้องได้จริง ตั้งแต่   วันแรก

NPA โมเดลใหม่ : จากทรัพย์ร้าง สู่ทรัพย์ทำเงิน 

เบื้องหลังความมั่นใจ คือการปรับโมเดลธุรกิจของ BAM ภายใต้แนวคิด Business Partnerships ไม่ใช่ถือทรัพย์ยาว ๆ แล้วรอขาย แต่ใช้กลยุทธ์ หมุนเร็ว แบ่งกำไร ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีจุดแข็ง เพื่อพัฒนา เพิ่มมูลค่า และลดความเสี่ยง บ้าน คอนโด และที่ดินที่เคยถูกทิ้งร้างจึงถูกปลุกให้กลับมาสร้างรายได้ ทั้งกับนักลงทุน และกับ BAM

ยิ่งไปกว่านั้น  BAM ยังนำ AI มาช่วยคัดเลือกทรัพย์ ให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม ทำให้การเลือก NPA ไม่ใช่เรื่องของ “ดวง” แต่เป็นเรื่องของ “ข้อมูล” “ทรัพย์มหาชน” ในวันที่เศรษฐกิจต้องการเสถียรภาพ ในทุกวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทรัพย์ NPA มักกลายเป็น Investment of Choice   เพราะราคาซื้อขายไม่เหวี่ยงตามอารมณ์ตลาด และสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าหนึ่งทาง สำหรับคนที่กำลังมองหาการลงทุนอสังหาฯ ที่มั่นคง คำนวณได้ และไม่ทิ้งคนตัวเล็กไว้ข้างหลัง ทรัพย์ NPA ของ BAM คือโอกาสที่จับต้องได้จริง

สุดท้ายแล้ว BAM อาจไม่ใช่แค่บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่คือสะพาน ที่เชื่อม “บ้าน” กับ “โอกาส” และทำให้ประโยค คิดถึงบ้าน คิดถึง BAM  ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือความรู้สึกของคนไทยจำนวนมาก ในวันที่กำลังมองหาความมั่นคงให้ชีวิต การลงทุน และเงินออมของตัวเอง